“สาทิตย์” เปิดเผย ปชป. ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รมต. ไม่ใช่ “บันเทิงประชาธิปไตย” แต่คือความเจ็บปวดของประชาชน พร้อมเปิดโปงโครงข่าย “ระบอบ น.” รวบอำนาจ-กินเมือง-แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
11 ตุลาคม 2569 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยระบุว่า ขณะนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งสิ้น 6 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์, พรรคประชาชน, พรรคไทยรวมพลัง, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคไทยภักดี และพรรคไทยสร้างไทย
นายสาทิตย์ เปิดเผยว่า สาเหตุสำคัญที่ต้องออกมาแถลงเปิดโปงเนื่องจาก ท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์ในลักษณะเหยียดหยามและดูแคลนการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน โดยระบุทำนองว่า เมื่อฝ่ายค้านไม่มีอะไรจะทำ จึงยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
คำพูดดังกล่าวเป็นการตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นายอนุทินและพวกไม่เคยให้เกียรติ ไม่เห็นความสำคัญต่อระบบการตรวจสอบในรัฐสภาและกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่ง และการยื่นซักฟอกในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องข้อเท็จจริงและความจำเป็นอย่างที่สุด
นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า ในการยื่นญัตติครั้งนี้ ได้มีการระบุถึงคำว่า “ระบอบ” ไว้ 2 คำ คือ “ระบอบน้ำเงิน” และ “ระบอบ น.” โดยนายสาทิตย์ได้ขยายความธีมหลักของพรรคประชาธิปัตย์ในการซักฟอกครั้งนี้ว่า ระบอบ น. หมายถึง กระบวนการของนายอนุทินและพวกที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยบังหน้าเป็นเครื่องมือเพื่อเข้าสู่อำนาจ โดยไม่สนใจความถูกผิด
กระบวนการดังกล่าวมักใช้กลยุทธ์ ทุ่มงบประมาณและทุนมหาศาล รวบรวมบ้านใหญ่จากทั่วประเทศก่อนการเลือกตั้งปี 2569 เมื่อเข้าสู่อำนาจบริหารแล้ว ก็นำไปสู่การแทรกแซงและครอบงำที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ส่งผลให้ สว. สายที่เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยหรือฝ่ายสีน้ำเงิน เข้าไปแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ เพื่อทำหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้แก่นักการเมืองในระบอบ น. จนทำให้โครงข่ายนี้รวบอำนาจไว้ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรตรวจสอบ
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า สำหรับการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีเป็นจำนวนมากถึง 18 คน ซึ่งแม้ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์เองจะมีผู้ถูกอภิปรายไม่ถึงจำนวนดังกล่าว แต่จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลในกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้าน พบว่า รัฐมนตรีทั้ง 18 คนมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกัน เชื่อมโยงกันเป็นขบวนการ โดยกลุ่มข้อกล่าวหาสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ แบ่งออกเป็น 5 ประเด็นหลัก ได้แก่
1.ส่อทุจริตต่อหน้าที่ พบข้อมูลชัดเจนที่เกี่ยวพันถึงตัวรัฐมนตรีหลายท่าน
2.ส่อกระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
3.ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ทำตามภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด
4.ปล่อยปละละเลยให้พวกพ้องแสวงหาประโยชน์ เปิดช่องให้คนใกล้ชิดหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
5.แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ใช้อำนาจก้าวก่ายการทำงานของข้าราชการเมื่อมีคดีความที่กระทบต่อพรรคพวกตนเอง
นายสาทิตย์ ย้ำว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่เกมการเมืองหรือการทำลายเครดิตรัฐบาล แต่เป็นการเปิดโปงพฤติกรรมฉ้อฉล เบียดบังทรัพย์สมบัติของชาติ และพบพฤติกรรมร้ายแรงถึงขั้นทำเอกสารเท็จ เพื่อแสดงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ต่อกรณีที่มีผู้พยายามด้อยค่าการซักฟอกว่าเป็นเพียง บันเทิงประชาธิปไตยนั้น นายสาทิตย์ กล่าวตอบถึงประเด็นนี้ว่า
“ผมไม่เห็นว่าการทำผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องบันเทิง ผมไม่เห็นว่าความเสียหายจากการเบียดบังสมบัติชาติเป็นเรื่องบันเทิง และผมไม่เห็นว่า การที่ประชาชนต้องหมดเนื้อหมดตัวจากความผิดพลาดในการเตือนภัยและการบริหารจัดการน้ำท่วมที่ล้มเหลวจะเป็นเรื่องบันเทิง การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่ความบันเทิง แต่มันคือความเจ็บปวดของคนในประเทศชาติ” นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า ฝ่ายค้านประเมินว่า กรอบเวลาที่เหมาะสมสำหรับการอภิปรายรัฐมนตรีทั้ง 18 คน คือ 5 วัน โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นช่วง ปลายเดือนตุลาคม ถึงไม่เกินต้นเดือนพฤศจิกายนนี้
นายสาทิตย์ ทิ้งท้ายว่า ผลลัพธ์ของการอภิปรายไม่ได้จบลงเพียงแค่ จำนวนเสียงชนะ-แพ้ ในสภาเท่านั้น แต่ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเปิดเผยให้ประชาชนทั้งประเทศได้เห็นหน้ากากความรักชาติที่แท้จริง ว่าเบื้องหลังมีความเน่าเฟะของระบอบ น. อย่างไร พร้อมเตือนรัฐบาลว่าการเหยียดหยามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ก็เท่ากับการเหยียดหยามความรู้สึกของประชาชนเช่นเดียวกัน
















