เลขาธิการ คปภ. แถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน ปี 2569 เดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 มุ่งยกระดับระบบประกันภัยเป็นโครงสร้างพื้นฐานบริหารความเสี่ยงของประเทศ

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดงานแถลงข่าวนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของสำนักงาน คปภ. ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุม NT Meeting & Auditorium กรุงเทพมหานคร โดยมีนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน ปี 2569 เดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2569-2573) สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า ปี 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติจริง โดยมุ่งยกระดับระบบประกันภัยจากเครื่องมือทางเลือก สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของประเทศ” และเป็น “National Risk Buffer” หรือกลไกรองรับแรงกระแทกจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการประกันภัยได้อย่างทั่วถึง ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน และให้ระบบประกันภัยไทยสามารถรองรับความเสี่ยงใหม่และภัยพิบัติขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปี 2569 จึงเป็นปีแห่งการ “แปลงแผนสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” โดยสำนักงาน คปภ. จะดำเนินงานภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งการขับเคลื่อนในปี 2569 หัวใจคือการทำให้ระบบประกันภัยไทย “อึด–รับ–ทั่ว–ล้ำ” โดยมีคนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ข้อมูล เป็นฐานในการวิเคราะห์และกำหนดนโยบาย เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการยกระดับประสิทธิภาพ และ การบูรณาการ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านการติดตามและการวิเคราะห์ตามบริบทธุรกิจประกันภัยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการดำเนินการที่สำคัญของสำนักงาน คปภ. ประจำปี 2569 แบ่งตามหมวดยุทธศาสตร์ตามแผน 5 ดังนี้

อึด = ยุทธศาสตร์ที่ 1 Stability สร้างระบบประกันภัยที่ยืดหยุ่น แข็งแกร่ง ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง และพร้อมรับอนาคต การสร้างเสถียรภาพของระบบประกันภัยต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะการยกระดับการกำกับดูแลคนกลางประกันภัย ซึ่งเป็นด่านหน้าที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ประกอบด้วย 5 ประเด็น ได้แก่
ประเด็นที่ 1 ยกระดับการกำกับดูแลคนกลางประกันภัยสู่การกำกับเชิงป้องกัน สำนักงาน คปภ. จะปรับบทบาทการกำกับดูแลจากการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การ “ป้องกันก่อนเกิดปัญหา” โดยนำข้อมูลและระบบ Risk Scoring มาใช้ติดตามและประเมินความเสี่ยงของคนกลางประกันภัยอย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาช่องทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบใบอนุญาตได้สะดวก และเดินหน้าสู่การชำระเบี้ยผ่านระบบ e-Payment โดยยกเลิกการรับเงินสดผ่านตัวแทนภายในปี 2570 เพื่อลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการแอบอ้าง อันเป็นการยกระดับการกำกับดูแลจาก “การควบคุม” สู่ “การบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ” เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าได้รับการเสนอขายจากผู้ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง และได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม
ประเด็นที่ 2 คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน ตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการประกันภัย โดยปรับแนวคิดการคุ้มครองสิทธิจากการ “รับเรื่องร้องเรียน” ไปสู่การ “ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ต้นทาง” โดยกำหนดตัวชี้วัด KPI และมาตรฐานการให้บริการ (SLA) ที่ชัดเจน เพื่อให้บริษัทประกันภัยรับผิดชอบต่อคุณภาพบริการอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการให้ข้อมูลแก่ประชาชนให้เข้าใจเงื่อนไขความคุ้มครองอย่างถูกต้อง และใช้ข้อมูลวิเคราะห์แนวโน้มข้อร้องเรียนเพื่อแก้ไขเชิงระบบล่วงหน้า โดยตั้งเป้าลดจำนวนเรื่องร้องเรียนลงอย่างน้อยร้อยละ 15 และมุ่งยกระดับ “คุณภาพทั้งระบบ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่ต้นทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประกันภัยอย่างยั่งยืน
ประเด็นที่ 3 ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสาขาบริษัทประกันภัยในส่วนภูมิภาค โดยเพิ่มการกำกับดูแลตาม Market Conduct สำนักงานคปภ.จะยกระดับการกำกับดูแลสาขาบริษัทประกันภัยจากการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ทั่วไป สู่การกำกับดูแลด้าน Market Conduct อย่างเข้มข้น โดยใช้แนวทาง Risk-focused Supervision และข้อมูลข้อร้องเรียนเป็นฐาน ในการประเมิน เพื่อให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งการเสนอขายอย่างเป็นธรรม (Fair Selling) การพิจารณาสินไหมที่รวดเร็ว โปร่งใส การดูแลลูกค้าหลังการขาย และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศได้รับบริการในมาตรฐานเดียวกัน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบประกันภัยไทย
ประเด็นที่ 4 ยกระดับความมั่นคงของธุรกิจประกันภัยผ่านการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม สำนักงาน คปภ.จะเดินหน้าการกำกับดูแลแบบ Group-Wide Supervision อย่างเต็มรูปแบบ โดยบังคับใช้หลักเกณฑ์และกำหนดให้กลุ่มธุรกิจประกันภัยรายงานข้อมูลระดับกลุ่มอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถมองเห็น “ความเสี่ยงที่แท้จริง” ของทั้งกลุ่มธุรกิจ และป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นแบบลูกโซ่ (Domino Effect) อันจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมั่นใจว่า บริษัทประกันภัยมีฐานะการเงินที่มั่นคงและสามารถ จ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างต่อเนื่อง
ประเด็นที่ 5 ผลักดันให้เกิด Insurance Community และยกระดับไทยสู่ ASEAN Insurance Hub โดยสร้าง Insurance Community เพื่อเชื่อมโยง “คน ความรู้ นวัตกรรม และความร่วมมือ” ระหว่างภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และ ภาคเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ โดยขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา พัฒนา Innovation Center และส่งเสริม InsurTech ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพและจัดทำ Insurance Learning Platform เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านองค์ความรู้ของอุตสาหกรรม อันจะช่วยยกระดับศักยภาพบุคลากร ส่งเสริมนวัตกรรม และวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง ด้านประกันภัยของภูมิภาค (ASEAN Insurance Hub) ในระยะยาว
รับ = ยุทธศาสตร์ที่ 2 Resilience ระบบประกันภัยสามารถรองรับภัยขนาดใหญ่และความเสี่ยงใหม่ สำนักงาน คปภ.ให้ความสำคัญกับการเสริมความมั่นคงของระบบประกันภัยเพื่อรองรับภัยพิบัติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยยกระดับการกำกับดูแลด้านการประกันภัยต่อ (Reinsurance) ซึ่งเป็น “กันชนทางการเงิน” สำคัญของระบบ ควบคู่กับการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงเชิงลึกเชื่อมโยงกับกรอบ ERM/ORSA เพื่อประเมินความสามารถในการรองรับความสูญเสียของทั้งระบบ พร้อมทั้งพัฒนากลไกบริหารความเสี่ยงภัยขนาดใหญ่ในระดับประเทศ และศึกษาแนวทางจัดตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติและความเสี่ยงขนาดใหญ่แห่งชาติ เพื่อรองรับความเสียหายในอนาคต ลดภาระงบประมาณภาครัฐ และช่วยให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วและมั่นคง
ทั่ว = ยุทธศาสตร์ที่ 3 Inclusion ผลักดันการเข้าถึงประกันภัยอย่างทั่วถึงและรองรับสังคมสูงวัย โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้อย่างทั่วถึง ประกอบด้วย 3 ประเด็น ได้แก่
ประเด็นที่ 1 บริษัทประกันภัยออกกรมธรรม์แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) โดยขยายการใช้จากประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับไปสู่กรมธรรม์ประกันภัยส่วนบุคคล (Personal Line) และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบกลาง Custodian เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และใช้ข้อมูลกรมธรรม์ได้สะดวก โปร่งใส ลดความเสี่ยงจากเอกสารสูญหาย และยกระดับระบบประกันภัยไทยสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
ประเด็นที่ 2 ยกระดับพื้นที่เป้าหมาย เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน สำนักงาน คปภ. จะยกระดับการประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ให้เป็นวาระสำคัญระดับประเทศ ภายใต้เป้าหมายว่า “รถทุกคันต้องมีความคุ้มครองตามกฎหมาย” โดยขยายโมเดลต้นแบบสู่ระดับประเทศ ควบคู่กับการพัฒนา Ecosystem เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนรถและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรับกระบวนการเชื่อมโยงการต่อภาษีและระบบแจ้งเตือน เพื่อให้ พ.ร.บ. เป็น “หลักประกันพื้นฐาน” ที่ประชาชนพึ่งพาได้ และช่วยลดความสูญเสียของประเทศในระยะยาว
ประเด็นที่ 3 เสริมสร้างความรู้ด้านการประกันภัยให้แก่สื่อมวลชนและผู้สื่อสารสาธารณะ สำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายนักสื่อสารคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลด้านการประกันภัยที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ โดยต่อยอดโครงการ Responsible Voices สำหรับ Finfluencer ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการแล้ว 2 รุ่น มีผู้เข้าร่วมรวม 87 คน และเข้าถึงประชาชนกว่า 34 ล้านคน พร้อมทั้งเตรียมจัดกิจกรรม Reunion และเปิดอบรมรุ่นที่ 3 ในปี 2569 ควบคู่กับการจัดหลักสูตรและ Workshop สำหรับสื่อมวลชนและผู้สื่อสารสาธารณะ เพื่อยกระดับความเข้าใจด้านประกันภัย กฎหมาย และบทบาทการกำกับดูแล นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “น้องพิทักษ์ (PITAK)” มาสคอตประจำสำนักงาน คปภ. เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารข้อมูล ข่าวสาร และสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย เข้าถึงได้มากขึ้น และสามารถใช้ประกันภัยเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างมั่นใจ
ล้ำ = ยุทธศาสตร์ที่ 4 Technology&Data-Driven ระบบนิเวศข้อมูลประกันภัยที่เชื่อมโยงและใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ ประกอบด้วย การพัฒนา AI เทคโนโลยีดิจิทัล และ Open Insurance เพื่อการกำกับดูแลยุคใหม่ โดยนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแล โดยพัฒนาแพลตฟอร์ม OIC AI Submission Acceleration Platform (OIC ASAP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งและวิเคราะห์ข้อมูลจากภาคธุรกิจประกันภัย และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลผ่านระบบ OIC Gateway และ e-Custodian เพื่อให้ข้อมูลกรมธรรม์มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการผลักดัน Open Insurance เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างปลอดภัย ภายใต้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความเป็นธรรมในการพิจารณารับประกันภัยและการจ่ายสินไหม ลดการฉ้อฉล และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของประชาชนได้อย่างแท้จริง
“การดำเนินการในทุกยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการกำกับดูแล การพัฒนากลไกรองรับภัยพิบัติ การขยายการเข้าถึงระบบประกันภัย หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านความมั่นคงทางการเงิน การได้รับความเป็นธรรม และการเข้าถึงระบบประกันภัยที่มีมาตรฐานและสามารถพึ่งพาได้จริง “เพราะประกันภัยไม่ใช่เพียงกรมธรรม์หนึ่งฉบับ แต่คือหลักประกันความมั่นคงของชีวิต เศรษฐกิจ และประเทศ” และขอขอบคุณสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดข้อมูล นโยบาย และทิศทางการพัฒนา ระบบประกันภัยไปสู่ประชาชนอย่างถูกต้องและทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ เข้าถึงการประกันภัยอย่างเหมาะสม และใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต สำนักงาน คปภ. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบประกันภัยไทยที่มีความมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน และเป็นหลักประกันสำคัญในการดูแลประชาชนและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

















