“สว.นรเศรษฐ์” ฟาดแรง! จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ นอกจากต้องพิสูจน์ความจนแล้ว ต้องพิสูจน์ว่ามีลูกอกตัญญูด้วย
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดที่ 13 และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภาได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Norasate Prachyakorn – นรเศรษฐ์ ปรัชญากร” ระบุว่า..
“จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐในประเทศนี้ นอกจากต้องพิสูจน์ความจนแล้ว ต้องพิสูจน์ว่ามีลูกอกตัญญูด้วย”

และโพสต์ถัดมา ระบุว่า..
การที่ลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบิดามารดาไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่หลุดพ้นจากความยากจนแล้ว แต่เป็นเพียงการยืนยันว่าลูกมีส่วนร่วมในการดูแลพ่อแม่ตามเงื่อนไขของกฎหมายภาษีเท่านั้น
ความหมายเรื่องสิทธิลดหย่อนสำหรับผมคือแค่นี้เองจริงๆ
ปัญหาคือรัฐบาลกำลังนำข้อมูลที่บอกว่า “การมีคนช่วยดูแล” มาสรุปว่าคนคนนั้น “ไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากรัฐอีกต่อไป”
ซึ่งมันเป็นการตีความที่เกินกว่าข้อเท็จจริงครับ
โลกความเป็นจริงในประเทศเรา ไม่ใช่ลูกทุกคนที่จะมีกำลังเพียงพอในการดูแลพ่อแม่ให้มีคุณภาพชีวิตที่สมควรได้ หลายคนมีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ก็ต้องแบกรับค่าครองชีพ ค่าที่อยู่อาศัย ค่าเล่าเรียนบุตร ภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น การส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือนอาจเป็นเพียงการช่วยประคับประคองชีวิต ไม่ใช่การทำให้พ่อแม่หลุดพ้นจากความเปราะบางทางเศรษฐกิจ หรือมีคุณภาพชีวิตตามสมควรได้
ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายภาษีเอง พ่อแม่ที่จะถูกนำไปใช้ลดหย่อนได้ก็ต้องเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำอยู่แล้ว จึงยิ่งสะท้อนว่าข้อมูลดังกล่าวควรถูกใช้เป็นสัญญาณของความเปราะบาง มากกว่าจะถูกตีความว่าไม่จำเป็นต้องได้รับสวัสดิการอีกต่อไป
ผมเห็นว่ารัฐบาลควรต้องเริ่มมองชีวิตประชาชนในฐานะมนุษย์ให้มากกว่าเป็นตัวเลขในฐานข้อมูล ต้องเริ่มมองชีวิตคนให้เข้าใจถ่องแท้ถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ประชาชนต้องเผชิญในแต่ละวัน
รัฐบาลต้องแยกให้ออกระหว่าง “การมีลูกช่วยดูแล” ไม่เท่ากับ “มีคุณภาพชีวิตที่เพียงพอ” เพราะสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกันโดยสิ้นเชิงครับ
การมีลูกไม่ได้รับประกันว่าจะไม่จน และการที่มีลูกช่วยดูแล ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐสามารถถอนตัวจากหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในสภาวะเปราะบางได้
#มองคนให้เป็นคนมากขึ้นครับ


















