การเมือง

แปลกไหม? รัฐเดินหน้า “โครงการเสี่ยงขาดทุน” แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร


29 เมษายน 2026, 11:03 น.

 

แปลกไหม? รัฐเดินหน้า “โครงการเสี่ยงขาดทุน” แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร

 

เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคน “งง” ไม่น้อย เมื่อรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร ทั้งๆ ที่ ผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ชัดว่า “ไม่คุ้มทุน”

 

1. แลนด์บริดจ์จะ “ร่นเวลา” และ “ลดต้นทุน” ได้จริงหรือ?

หลายคนตั้งคำถามตรงกันว่า โครงการนี้จะช่วยให้การขนส่ง “เร็วขึ้น-ถูกลง” เมื่อเทียบกับช่องแคบมะละกาได้จริงหรือไม่?  เพราะถ้าทำได้จริง… เรือก็ต้องมาใช้บริการเองโดยไม่ต้องเชิญ แต่ถ้าทำไม่ได้… แล้วจะมีเรือที่ไหนมาใช้?

 

ผมได้สอบถามผู้ประกอบการเดินเรือหลายราย คำตอบที่ได้ตรงกันคือ “ไม่ใช้” เหตุผลเรียบง่ายแต่ชัดเจน คือต้องขนถ่ายสินค้าจากเรือฝั่งหนึ่งขึ้นรถบรรทุกหรือรถไฟไปอีกฝั่งหนึ่ง พอไปถึงจะต้องขนจากรถบรรทุกหรือรถไฟลงเรืออีก จะทำให้เสียเวลานานมาก 

 

ยิ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ ยิ่งใช้เวลามากขึ้น เพราะการจัดเรียงต้องวางแผนทั้งลำ… ตู้หนักอยู่ข้างล่าง ตู้ที่จะถึงจุดหมายปลายทางก่อนต้องอยู่ข้างบน ด้วยเหตุนี้ การขนถ่ายตู้คอนเทอนเนอร์จะต้องใช้เวลานาน เรือที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์นับหมื่นตู้ยิ่งต้องใช้เวลานานมากขึ้น

 

โดยสรุป เวลาที่เสียไปกับการขนถ่าย อาจ “มากกว่า” เวลาที่ประหยัดได้จากการไม่อ้อมช่องแคบมะละกา และนั่นแปลว่า… ต้นทุนก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ไม่ใช่ลดลง

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงน่าแปลกใจว่าเหตุใดผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ทำการศึกษา จึงสรุปว่าโครงการนี้ “คุ้มทุน” ทั้งที่ขัดแย้งกับผลการศึกษาของสภาพัฒน์ และความเห็นของผู้ประกอบการจำนวนมาก

 

2. คุยว่าจะให้เอกชนลงทุน!

มีข่าวว่ารัฐจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการนี้ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ก็ต้องรอดูว่า จะมีใครกล้าเสี่ยงบ้าง

 

ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีการนำโครงการนี้ไปโรดโชว์ต่อนักลงทุนในหลายประเทศ และมีข่าวว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนจีน ญี่ปุ่น อเมริกา ซาอุดิอาระเบีย และเอมิเรตส์ ฟังดูเหมือน “เนื้อหอม” แต่คำถามสำคัญคือ… ความสนใจเหล่านั้น เคยถึงขั้นที่จะแปลงเป็นการลงทุนจริงบ้างหรือไม่?

 

ในอดีต เราเคยเห็นภาพแบบนี้มาแล้ว ในปี 2551 บริษัท ดูไบเวิลด์จากเอมิเรตส์ได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนในโครงการนี้ โดยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ สนข. เป็นผู้สนับสนุนเงินว่าจ้างบริษัทจากเนเธอร์แลนด์ให้ทำการศึกษาความเป็นได้โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งในขณะนั้นโครงการนี้มีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท นอกจากนั้น ยังมีบริษัทจากจีน คูเวต ซาอุดิอาระเบีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่เฝ้าจับตามองโครงการนี้เช่นเดียวกัน

 

แต่สุดท้าย… โครงการก็ไม่เกิดขึ้น คำถามจึงยังค้างอยู่ “ที่เงียบไป เพราะไม่คุ้มทุน ใช่หรือไม่?”

 

3. ข้อเสนอแนะ

ผมไม่ได้คัดค้านโครงการนี้ แต่ไม่อยากให้โครงการนี้กลายเป็น “โครงการร้าง” ที่ไม่มีการจ้างงานจริง แต่ทิ้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไว้ล่วงหน้า

 

สิ่งที่อยากเห็นคือ รัฐบาลเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง และให้ความสำคัญกับผลการศึกษาของสภาพัฒน์ ซึ่งยากที่นักการเมืองจะแทรกแซง 

 

ถ้าแลนด์บริดจ์ “ไม่ไปต่อ” ผมขอเสนอท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน เพื่อ…

(1) รองรับสินค้าจากทุกภาคของไทยที่ต้องการออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

(2) เป็นประตูการค้าสำหรับจีนตะวันตกที่กำลังมองหาทางออกทะเลที่สั้นกว่า

(3) เชื่อมโยงการค้ากับอินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ได้โดยตรง

(4) ลดความแออัดและความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องแคบมะละกาเพียงเส้นทางเดียว

 

นี่คือยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ที่หลายประเทศทำอยู่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะทำแลนด์บริดจ์หรือไม่?” แต่คือ “ท่าเรือน้ำลึกอันดามันควรอยู่ที่ไหน?”

 

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

ป้ายกำกับ: 

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดการเมือง

เรื่องล่าสุด