การเมือง

ข่าวด่วนได้ แต่มารยาทต้องมี


19 สิงหาคม 2026, 20:59 น.

 

ข่าวด่วนได้ แต่มารยาทต้องมี

 

ภาพจาก : กรรมกรข่าวคุยนอกจอ

 

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ สน.ทองหล่อ ขณะที่ผู้สื่อข่าวหลายสำนักกำลังสัมภาษณ์ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ก็พอดีกับรักชนกได้เดินออกมาเพื่อให้สัมภาษณ์อีกจุดหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะพร้อมกันคือ ผู้สื่อข่าวหลายคนดึงไมโครโฟนออกจากวงเดิมแล้วกรูไปหารักชนก ทั้งที่ณัฐวุฒิยังพูดไม่จบ ทิ้งบทสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่โดยไม่มีคำกล่าวลา

 

ที่ชวนคิดไม่แพ้เหตุการณ์นั้น คือสื่อหลายแห่งนำคลิปภาพดังกล่าวไปเผยแพร่ด้วยถ้อยคำในเชิงขบขันหรือเยาะเย้ย เช่น “ช็อตฟีล” “หน้าชา” และ “เทกลางวง” ด้วยความสะใจ

 

ผมคงไม่ตั้งคำถามต่อเรื่องนี้ว่า “นักข่าวทำผิดหรือไม่” ในการทิ้งคนที่กำลังสัมภาษณ์ไป แต่อยากชวนให้คิดว่านี่คือ “มารยาท” ที่สื่อควรมีหรือไม่

 

แน่นอนว่าในโลกของข่าว นักข่าวต้องฉับไว รู้จักคว้าโอกาส เพราะบ่อยครั้งที่ข่าวสำคัญปรากฏขึ้นเพียงไม่กี่วินาที หากมีบุคคลสำคัญกำลังจะเดินผ่านไป การรีบเข้าไปขอสัมภาษณ์ย่อมเป็นเรื่องเข้าใจได้ ไม่มีใครเรียกร้องให้นักข่าวต้องยืนอยู่กับที่จนพลาดข่าว

 

แต่ระหว่าง “การคว้าข่าว” กับ “การทิ้งคนอย่างไร้มารยาท” 

 

มีเส้นบาง ๆ ที่ขวางกั้น อันควรตระหนักด้วยใช่ไหม

 

เพียงเอ่ยคำว่า “ขอบคุณ ขออนุญาตไปสัมภาษณ์ท่านนั้นก่อน” ที่ใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาที แต่ความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะคนที่กำลังถูกสัมภาษณ์ ไม่ว่าเขาจะมีจุดยืนทางการเมืองแบบใด สังคมจะชื่นชอบหรือเกลียดชังเขาอย่างไร เขาก็ไม่ใช่สิ่งของที่เมื่อหมดประโยชน์แล้วจะขว้างทิ้ง เขาคือมนุษย์คนหนึ่งที่ “ให้เกียรติสื่อ” ด้วยการตอบคำถาม การดึงไมโครโฟนออกโดยไม่แม้แต่กล่าวลา จึงไม่ได้เป็นเพียงกิริยาที่ “ไม่สุภาพ” หากสะท้อนทัศนคติบางอย่างว่าสื่อให้ “คุณค่าของแหล่งข่าวอย่างไร” และนี่น่ากังวลกว่าเรื่อง “มารยาท” เสียอีก เพราะสิ่งที่เราเห็นอาจเป็นภาพเล็ก ๆ ของ “วัฒนธรรมบูชาคนดัง” ที่กำลังฝังรากอยู่ในสังคม

 

 

ใครดัง นักข่าววิ่งหา

 

ใครมีตำแหน่ง นักข่าวรุมล้อม

 

ใครมีผู้ติดตามจำนวนมาก แม้ “จาม” ก็เป็นข่าวได้

 

แต่คนที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะมีประสบการณ์หรือมีเรื่องสำคัญเพียงใด จะไม่ได้รับความสนใจหรือได้รับความสนใจน้อยกว่า

 

วงจรนี้น่ากลัว เพราะสื่อไม่ได้เพียงสะท้อนค่านิยมของสังคม แต่สื่อเองกำลังเป็นผู้ผลิต “ค่านิยมนั้น ๆ” ขึ้นมาด้วย ที่ในท้ายสุดแล้วสังคมจะเกิดความคิดประหลาดว่า ถ้าคุณไม่ดัง คุณก็ไม่สำคัญ” และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องของนักข่าวเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เหตุการณ์นี้จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงภาพขบขัน หรือเอาไว้แดกดันกัน หากควรใช้เป็นคำถามต่อวัฒนธรรมการทำข่าวว่า ความรวดเร็วและการแข่งขันกำลังทำให้สื่อหลงลืม “มารยาทพื้นฐาน” หรือไม่

 

สื่อมวลชนมีสิทธิเลือกว่าจะถามใคร เพราะเวลาและพื้นที่ข่าวมีจำกัด การเปลี่ยนจากผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งไปหาอีกคนหนึ่ง “ไม่ใช่เรื่องผิด” แต่การทำให้คนดูรู้สึกว่า “เมื่อคนที่ดังกว่าปรากฏตัว อีกคนก็ไม่มีค่าอีกต่อไป” นั้นต่างหากที่ควรถูกตั้งคำถาม

 

สื่อที่ดีไม่จำเป็นต้องสัมภาษณ์ทุกคน แต่ควร “ให้เกียรติทุกคน” ที่ตนสัมภาษณ์ และสื่อที่มีคุณภาพไม่ควรเป็นเพียงกระจกสะท้อนว่าใครกำลังดัง แต่ควรกล้าพอที่จะให้คำตอบกับสังคมด้วยว่า  ทำไมเราต้อง “ไร้มารยาท” ขนาดนั้นด้วย

 

ถ้าไมโครโฟนมีไว้สำหรับคนดัง วันหนึ่งสื่ออาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “เสียงของสังคม” อีกต่อไป แต่กลายเป็นเพียง “เสียงสะท้อนของคนที่สังคมกำลังคลั่งไคล้” เท่านั้น

 

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร

คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดการเมือง

เรื่องล่าสุด