ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีสำคัญและเป็นที่น่าสนใจ ๙ คดี


11 กุมภาพันธ์ 2026, 18:17 น.

 

วันพุธที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดี จำนวน ๙ เรื่อง มีคดีที่สำคัญและเป็นที่สนใจ ดังนี้

 

(๑) นายสมพล หริกุล (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ (เรื่องพิจารณาที่ ต. ๙/๒๕๖๙)

 

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ในฐานะบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียกับการกระทำของศาลรัฐธรรมนูญ (ผู้ถูกร้อง) ที่มีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๕ คำร้อง ไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ โดยให้เหตุผลทำนองเดียวกันว่าการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นไปโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ (๒) ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ ๕๓/๒๕๖๗ คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ ๖๒/๒๕๖๗ คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ ๗๖/๒๕๖๗ คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ ๘๕/๒๕๖๗ และคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ ๙๓/๒๕๖๗ ซึ่งไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ มาตรา ๕ และมาตรา ๒๕

 

ผลการพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งผลการพิจารณาให้ยุติเรื่อง ทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกร้องอย่างไร เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องในฐานะผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเกี่ยวกับการกระทำของผู้ถูกร้องเท่านั้น กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

 

(๒) นายสมพล หริกุล (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ (เรื่องพิจารณาที่ ต. ๑๐/๒๕๖๙)

 

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ถูกร้อง) ไม่ยื่นคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และวินิจฉัยให้ยุติเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ทั้งสี่คำร้องโดยอ้างเหตุผลไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและรัฐธรรมนูญเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ มาตรา ๕ และมาตรา ๒๕

 

ผลการพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการกระทำของผู้ถูกร้องอย่างไร เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้องเท่านั้น กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐรรมนูญ มาตรา ๒๑๓

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

 

(๓) นายบัณฑิต พุ่มทิพย์ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ (เรื่องพิจารณาที่ ต. ๑๑/๒๕๖๙)

 

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ประธานศาลฎีกา (ผู้ถูกร้อง) มีคำสั่งให้ยุติเรื่องร้องเรียน กรณีผู้ร้องขอให้ตรวจสอบและดำเนินการทางวินัยกับผู้พิพากษา ทำให้เรื่องร้องเรียนดังกล่าวไม่ได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕

 

ผลการพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบหากผู้ร้องเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ผู้ร้องอาจใช้สิทธิทางศาลอื่นได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ วรรคสาม เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ (๒) ซึ่งมาตรา ๔๖ วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

 

(๔) นายบัณฑิต พุ่มทิพย์ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ (เรื่องพิจารณาที่ ต. ๑๒/๒๕๖๙)

 

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้ร้องมีหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ กรณีพนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์กลั่นแกล้งและฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาผู้ร้องต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์โดยไม่มีอำนาจ ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ผู้ถูกร้อง) มีมติว่าเป็นการกล่าวหาเรื่องที่ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงจึงส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งตั้งหรือถอดถอนดำเนินการทางวินัย ผู้ร้องเห็นว่าการที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๖๔ บัญญัติให้ผู้ถูกร้องสามารถส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนดำเนินการแทนได้ โดยไม่จำกัดเฉพาะ “ในกรณีจำเป็น” เป็นบทบัญญัติติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๔ วรรคสอง

 

ผลการพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบแม้ผู้ร้องอ้างว่ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบเป็นการยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๑ (๑) มิใช่การยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ประกอบกับเป็นการยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สิทธิไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ และมาตรา ๒๓๑ (๑) กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๘ ประกอบมาตรา ๔๗ (๒) ซึ่งมาตรา ๔๖ วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

 

(๕) คำร้องคัดค้านคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๓๐/๒๕๖๘ (เรื่องพิจารณาที่ ต. ๑๓/๒๕๖๙) (คำร้องต่อเนื่อง เรื่องพิจารณาที่ ต. ๑๑๐/๒๕๖๘)

 

พันตำรวจตรี ชาตรี เขียวภักดี (ผู้ร้อง) คัดค้านคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๓๐/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๘ ที่สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย กล่าวอ้างว่า อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ผู้ถูกร้อง) กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ดำรงตำแหน่งนิติกร ระดับ ๗ ขึ้นไป ที่ได้รับประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตไทยเท่านั้น มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งนิติกรส่งผลให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งดังกล่าว ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่ผู้ถูกร้องปฏิเสธสิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพิ่มภาระ ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมและหลักความเสมอภาค ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗

 

คำร้องนี้มีสาระสำคัญแตกต่างกันกับคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวิณาวินิจฉัย

 

และเป็นเรื่องที่ศาลอื่นยังมิได้มีการวินิจฉัยคดี ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ ขอให้รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยและมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง

 

ผลการพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องต่อเนื่องเป็นกรณีเดียวกับที่ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ มาแล้วหลายคำสั่ง จึงเป็นคำร้องที่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมญว่าด้วยวิธีวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่งและวรรคสาม ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

 

(๖) พันตำรวจตรี ยุพล โชติการ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ (เรื่องพิจารณาที่ ต. ๑๔/๒๕๖๙)

 

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (ผู้ถูกร้อง) ไม่อนุญาตให้คัดสำเนาคำให้การในสำนวนการสอบสวนของฝ่ายโจทก์ เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๗ และมาตรา ๒๙ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ (๔) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๙ มาตรา ๒๑๐ มาตรา ๒๑๒ และมาตรา ๒๑๓

 

ผลการพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องเป็นกรณีเดียวกับที่ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธธรรมญซึ่งล้วนเป็นขั้นตอนการดำเนินกระบวนการตามวิธีพิจารณาความอาญาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม ประกอบกับศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ มาแล้วหลายคำสั่ง จึงเป็นคำร้องที่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่งและวรรคสาม ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

 

(๗) บริษัท เอส เอส ดับเบิลยู.อินจิเนียม จำกัด (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ (เรื่องพิจารณาที่ ต. ๑๕/๒๕๖๙)

 

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดบุรีรัมย์ (ผู้ถูกร้อง) มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ ๑๔/๒๕๖๗ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ ให้ผู้ร้องจ่ายเงินค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ อีกทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕ วรรคสาม บัญญัติกรณีนายจ้างเป็นฝ่ายนำคดีไปสู่ศาล นายจ้างต้องวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งนั้น จึงจะฟ้องคดีได้ เป็นบทบัญญัติที่กีดกันนายจ้างในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และไม่เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจในการรับคดีไว้พิจารณาหากไม่นำเงินจำนวนดังกล่าวมาวมาวางต่อศาล ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗

 

ผลการพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบปรากฏว่า การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นเรื่องที่ศาลอื่นมีคำสั่งถึงที่สุดแล้วไม่ว่าจะได้พิจารณาเนื้อหาคดีหรือไม่ก็ล้วนเป็นกระบวนพิจารณาคดีของศาลอื่น ตามพระระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ (๔) ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕ วรรคสาม ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ นั้น เป็นการยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ บัญญัติให้สิทธิไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ และมาตรา ๒๓๑ (๑) กรณีไม่เป็นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๘ ประกอบมาตรา ๔๗ (๒) ซึ่งมาตรา ๔๖ วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

 

(๘) พลดำรวจโท คำรบ ปัญญาแก้ว และคณะ (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจจัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ (เรื่องพิจารณาที่ ต. ๑๖/๒๕๖๙)

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การที่พลตำรวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร และคณะ รวม ๙๒ คน (ผู้ถูกร้อง) ในฐานะสมาชิกวุฒิสภายื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และร่วมกันเข้าชื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่เป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการเพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ขัดต่อข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ พ.ศ. ๒๕๖๓ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ (๗) ประกอบมาตรา ๑๘๕ (๑)

 

ผลการพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการกระทำของผู้ถูกร้องอย่างไร กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาสรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ กำหนดกระบวนการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงหรือไม่ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ (๒) ซึ่งมาตราวรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓

 

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

 

(๙) พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๕๐ (๑๘) และพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๕๘/๑ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ ๔๐/๒๕๖๘)

 

ศาลปกครองเชียงใหม่ส่งคำโต้แย้งของผู้ฟ้องคดี (นายไพบูลย์ ภูเวียงจันทร์) ในคดีหมายเลขดำที่ ๑๘๙/๒๕๖๘ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ ว่า พระระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๕๐ (๑๘) และพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๕๘/๑ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมญู มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง หรือไม่

 

ผลการพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เรื่องพิจารณาที่ ๓๔/๒๕๖๘ และเรื่องพิจารณาที่ ๔๐/๒๕๖๘ มีประเด็นสำคัญแห่งคดีที่จะต้องพิจารณาเป็นประเด็นเดียวกัน จึงรวมการพิจารณาทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกัน โดยให้เรื่องพิจารณาที่ ๓๔/๒๕๖๘ เป็นรื่องหลัก และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

 

 

ป้ายกำกับ: 

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

เรื่องล่าสุด