<ตำรวจปลอม>
ช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งเป็น รอง ผบก.ภ.จว.แห่งหนึ่งใน ภ.3 มีเหตุรองอธิบดีกรมป่าไม้ นำกำลังไปจับกุมผู้กระทำความผิด พร้อมรถบรรทุกพ่วงสองคันมีไม้ซุงท่อนขนาดใหญ่เต็มรถทั้งสองคัน

ระหว่างการจับกุม มีชายคนหนึ่งเข้าไปแสดงตัวว่าเป็น สว.สส.สภ. ที่เกิดเหตุ ขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา ปล่อยรถบรรทุกไม้ อ้างว่าจะเอาไปให้ผู้ใหญ่
รองอธิบดีกรมป่าไม้ไม่ยอมและบันทึกเหตุการณ์นี้ลงไปในบันทึกการจับกุมด้วย พร้อมกับรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ ตร.
มีการสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถ้ามีมูลให้ตั้งกรรมการสอบสวนดำเนินคดีทั้งทางอาญาและวินัยตำรวจ
รอง ผบก.ฯ นายหนึ่งใน ภ.จว.ฯ เป็นประธานการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านไปหลายวัน รอง ผบก.ฯ นายนั้น มาพบผมที่ห้องทำงาน และพูดว่า
<พี่ช่วยรับเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริง สว.สส.ฯ แทนผมหน่อย ผมไปพบนายของเขามาแล้ว ผมเครียดมาก ปีนี้ผมมีสิทธิ์ลุ้นขึ้นตำแหน่ง ผบก.ฯ ช่วยทำแทนผมด้วยครับ เพราะปัญหาเยอะมาก ผมเชื่อมือพี่ ผมไหว้ละ>
ปากก็พูดไป มือก็พนมไหว้ไป ไหว้ค้างอยู่อย่างนั้น
ผมไม่เคยกลัวเรื่องงานอยู่แล้วไม่ว่าจะยุ่งยากสลับซับซ้อนแค่ไหน
แต่อยู่สบาย ๆ ไม่ต้องทำไม่ดีกว่าหรือ
รองผบก.ฯ พูดอ้อนต่ออีกว่า
<ท่านให้ช่วย แต่ผมไม่รู้จะออกยังไง พี่ช่วยทำให้ผมหน่อยนะครับ>
ผมชักเริ่มเห็นใจคนมีอนาคต จึงตกปากรับคำไป และพูดว่า
<งั้นไปบอกผู้บังคับบัญชาให้เปลี่ยนประธานการตรวจสอบข้อเท็จจริงใหม่แล้วกัน ผมจะทำงานตามแนวทางของผม โดยอาศัยข้อเท็จจริงเป็นหลัก ผมไม่ฟังคำสั่งใครนะ>

พอผมพูดเสร็จ รอง ผบก.ฯ ไหว้ผมอีกครั้งหนึ่ง แล้วออกจากห้องไป ต่อมาก็นำคำสั่งพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้ผม
ผมตรวจสอบรายละเอียดเบื้องต้นในเอกสาร คิดวางแนวทางการสอบสวน โดยการชี้ภาพแทนการชี้ตัว
สภ.หนึ่ง มีตำรวจยศนายพันขึ้นไปไม่กี่คน ตั้งแต่ สว. ยศ พ.ต.ต. ขึ้นไป ถึง ผกก. ยศ พ.ต.อ.
ยิ่งเป็น สว. ยศ พ.ต.ต. ใหม่ ๆ ยิ่งน้อยคน
ชี้ภาพบน สภ. ได้อย่างง่ายดาย
ผมสั่งการให้ ผกก.สภ.ฯ เอารูปข้าราชการตำรวจทั้งหมด ออกจากกระดานบอร์ดที่ติดอยู่ฝาผนังโรงพักให้เหลือเพียงชื่อ
และสั่งให้ตำรวจทุกนาย แต่งเครื่องแบบ ติดยศติดเครื่องหมายถูกต้อง ตัดผมตามระเบียบ ถ่ายรูปใหม่ทุกคน
โดยให้ ผกก.ฯ บอกลูกน้องว่า ภาพมันเก่า บางคนแต่งกายไม่ถูกต้องตามระเบียบ ยศบางคนก็สูงขึ้น รูปบางคนก็ผมยาว
ให้ ผกก.ฯ กับ สว.สส.ฯ ช่วยกันออกค่าใช้จ่าย
ได้รูปภาพมาแล้ว ผมยังไม่ให้ติดกระดานบอร์ด แต่สั่งให้ ผกก.ฯ ตัดรูปภาพทุกคน ไม่ให้เห็นยศ ให้เห็นแต่ใบหน้า เอามาให้ผม 1 ชุด เกือบร้อยรูปภาพ
ผมติดต่อเชิญรองอธิบดีกรมป่าไม้และเจ้าที่ป่าไม้ชุดจับกุมมาพบ เพื่อบันทึกปากคำเป็นพยานในการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ทั้งรองอธิบดีกรมป่าไม้และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทุกคน ยืนยันในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่สำคัญบอกว่า จำหน้าคนที่อ้างว่าเป็น สว.สส.สภ.ฯ ที่มาขอให้ปล่อยผู้ต้องหาได้แน่นอน
ผมบอกไปว่า
<โรงพักหนึ่งก็มีนายตำรวจระดับสารวัตรถึงผู้กำกับ ซึ่งถือว่าเป็นข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ถ้าจำหน้าได้ เพราะได้พูดคุยกันด้วย ผมขอให้ชี้ภาพแทนชี้ตัวได้มั้ย เป็นการให้เกียรติกัน ถ้าดูแล้วบังเอิญไม่ตรงกับคนใด จะได้ไม่เกิดความเสียหายตามมา>

รองอธิบดีกรมป่าไม้พูดว่า
<ได้ ชี้ภาพก็ได้ เพราะจำหน้าได้>
ผมพูดอีกว่า
<เพื่อความถูกต้อง ชัดเจน ผมสั่งให้ถ่ายรูปใหม่แล้วเป็นรูปภาพปัจจุบันไม่กี่วันนี้เองค่อย ๆ พิจารณาดู>
ผมพูดพร้อมกับเอาภาพใบหน้าข้าราชการตำรวจทั้งโรงพักมาวางคละกันไป ไม่ได้วางเรียงตามยศ ตำแหน่งโดยบอกว่า
<ผมขออนุญาตไม่วางภาพเรียงตามชั้นยศ ตำแหน่ง ไม่งั้นความรู้สึกอาจโน้มเอียงไปตามชั้นยศ ตำแหน่งได้ ถ้าจำหน้าได้ มีภาพก็น่าจะชี้ได้>
รองอธิบดีกรมป่าไม้กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ชุดจับกุมไม่ขัดข้องดูภาพช้า ๆ บางคนขมวดคิ้วครุ่นคิด
ผ่านไปสักระยะหนึ่ง ผมถามขึ้นว่า
<ภาพคนไหน มีมั้ยครับ>
ไม่มีคำตอบจากรองอธิบดีกรมป่าไม้และคณะ
สุดท้ายไม่มีใครชี้ภาพ ทั้ง ๆ ที่ภาพใบหน้า สว.สส.ฯ ก็ปะปนอยู่ในนั้น
ภาพใบหน้าตำรวจที่ไม่มีเครื่องแบบ ทรงผมสั้นเหมือนกัน โกนหนวดโกนเคราเหมือนกัน
มองไปมองมา ดูไปดูมา มันก็เป็นใบหน้าคนธรรมดา ๆ นี่เอง แถมบางรูปภาพ ใบหน้าใกล้เคียงกัน คล้ายกันเสียอีก
ใครจะกล้าชี้ ถ้าพลาดขึ้นมาล่ะ
ผมจัดทำบันทึกการชี้ภาพพร้อมกับบันทึกปากคำทุกคนเพิ่มเติม
สรุปเบื้องต้นไว้ในใจว่า ชายคนที่ไปแสดงตัวว่าเป็น สว.สส.ฯ ในวันเกิดเหตุนั้น เป็น<ตำรวจปลอม>
ขออภัยรองอธิบดีกรมป่าไม้และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทุกคนในวันนั้นมา ณ ที่นี้ ที่เจอการชี้ภาพภาคพิสดารนอกตำราของผม

สรุป
คดีอาญา คนขับรถบรรทุกพร้อมของกลางก็ว่ากันไปตามกฎหมาย
ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง สว.สส.ฯ เนื่องจากพยานไม่ชี้รูปภาพยืนยันตัวบุคคลเห็นควรยุติ
สว.สส.ฯ มาไหว้ขอบคุณผม และขอให้ผมไปรายงานให้นายเขาทราบ บอกด้วยว่า มีคนไปรายงานมาแล้ว
ผมบอกว่า ท่านไม่ได้เรียก ผมไม่ไป
สว.สส.ฯ บอกผมก่อนแยกจากกันว่า กำลังจะย้ายเข้าไปอยู่นครบาล
ต่อมาไม่กี่วัน สว.สส.ฯ ย้ายไปนครบาลจริง ๆ อยู่โรงพักเกรดเอแถวถนนรัชฎาซะด้วย
ส่วนผมไม่มีใครติดต่อมาอีก ยังอยู่ที่เดิม เป็นคนเดิม ๆ เป็นคนที่มีความสุขกับคำว่า
<ดูแลลูกน้อง ปกป้องเจ้านาย ไม่ทำลายเพื่อน>
ซึ่งเอาแนวทางมาจากบิ๊กจ๊อด พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ที่พูดว่า
<ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน>

ครั้งนี้ อาจจะขมขื่นไปบ้าง ที่ช่วยคนทำไม่ถูกต้อง ให้รอดพ้น
แต่ก็คิดว่า ให้โอกาสคน เพราะได้พูดอบรมไปพอสมควร และยังให้สาบานตนด้วย
หวังว่า <ตำรวจปลอม> คงกลับตัวกลับใจ เป็น <ตำรวจจริง> ได้
ถ้ายังขืนทำตัวทำใจ เป็น<ตำรวจปลอม>เหมือนที่ผ่านมา
ก็คงหนี<กรรม>ไม่พ้น
เพราะ<กรรมเป็นของจริง>ไม่มีของปลอม
<กัมมุนาวัตตีโลโก>
สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม ก่อเหตุอย่างไร รับผลอย่างนั้น
จงจำไว้ เมื่อเป็นตำรวจ
จงเป็นตำรวจมืออาชีพ ไม่ใช่เพียงมีอาชีพเป็นตำรวจ
จงเป็นตำรวจด้วยหัวใจ
ไม่ใช่เป็นตำรวจเพียงกายที่สวมใส่เครื่องแบบ

พล.ต.ต.ไอยศูรย์ สิงหนาท

















