ข่าวด่วนได้ แต่มารยาทต้องมี

ภาพจาก : กรรมกรข่าวคุยนอกจอ
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ สน.ทองหล่อ ขณะที่ผู้สื่อข่าวหลายสำนักกำลังสัมภาษณ์ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ก็พอดีกับรักชนกได้เดินออกมาเพื่อให้สัมภาษณ์อีกจุดหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะพร้อมกันคือ ผู้สื่อข่าวหลายคนดึงไมโครโฟนออกจากวงเดิมแล้วกรูไปหารักชนก ทั้งที่ณัฐวุฒิยังพูดไม่จบ ทิ้งบทสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่โดยไม่มีคำกล่าวลา
ที่ชวนคิดไม่แพ้เหตุการณ์นั้น คือสื่อหลายแห่งนำคลิปภาพดังกล่าวไปเผยแพร่ด้วยถ้อยคำในเชิงขบขันหรือเยาะเย้ย เช่น “ช็อตฟีล” “หน้าชา” และ “เทกลางวง” ด้วยความสะใจ
ผมคงไม่ตั้งคำถามต่อเรื่องนี้ว่า “นักข่าวทำผิดหรือไม่” ในการทิ้งคนที่กำลังสัมภาษณ์ไป แต่อยากชวนให้คิดว่านี่คือ “มารยาท” ที่สื่อควรมีหรือไม่
แน่นอนว่าในโลกของข่าว นักข่าวต้องฉับไว รู้จักคว้าโอกาส เพราะบ่อยครั้งที่ข่าวสำคัญปรากฏขึ้นเพียงไม่กี่วินาที หากมีบุคคลสำคัญกำลังจะเดินผ่านไป การรีบเข้าไปขอสัมภาษณ์ย่อมเป็นเรื่องเข้าใจได้ ไม่มีใครเรียกร้องให้นักข่าวต้องยืนอยู่กับที่จนพลาดข่าว
แต่ระหว่าง “การคว้าข่าว” กับ “การทิ้งคนอย่างไร้มารยาท”
มีเส้นบาง ๆ ที่ขวางกั้น อันควรตระหนักด้วยใช่ไหม
เพียงเอ่ยคำว่า “ขอบคุณ ขออนุญาตไปสัมภาษณ์ท่านนั้นก่อน” ที่ใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาที แต่ความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะคนที่กำลังถูกสัมภาษณ์ ไม่ว่าเขาจะมีจุดยืนทางการเมืองแบบใด สังคมจะชื่นชอบหรือเกลียดชังเขาอย่างไร เขาก็ไม่ใช่สิ่งของที่เมื่อหมดประโยชน์แล้วจะขว้างทิ้ง เขาคือมนุษย์คนหนึ่งที่ “ให้เกียรติสื่อ” ด้วยการตอบคำถาม การดึงไมโครโฟนออกโดยไม่แม้แต่กล่าวลา จึงไม่ได้เป็นเพียงกิริยาที่ “ไม่สุภาพ” หากสะท้อนทัศนคติบางอย่างว่าสื่อให้ “คุณค่าของแหล่งข่าวอย่างไร” และนี่น่ากังวลกว่าเรื่อง “มารยาท” เสียอีก เพราะสิ่งที่เราเห็นอาจเป็นภาพเล็ก ๆ ของ “วัฒนธรรมบูชาคนดัง” ที่กำลังฝังรากอยู่ในสังคม

ใครดัง นักข่าววิ่งหา
ใครมีตำแหน่ง นักข่าวรุมล้อม
ใครมีผู้ติดตามจำนวนมาก แม้ “จาม” ก็เป็นข่าวได้
แต่คนที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะมีประสบการณ์หรือมีเรื่องสำคัญเพียงใด จะไม่ได้รับความสนใจหรือได้รับความสนใจน้อยกว่า
วงจรนี้น่ากลัว เพราะสื่อไม่ได้เพียงสะท้อนค่านิยมของสังคม แต่สื่อเองกำลังเป็นผู้ผลิต “ค่านิยมนั้น ๆ” ขึ้นมาด้วย ที่ในท้ายสุดแล้วสังคมจะเกิดความคิดประหลาดว่า “ถ้าคุณไม่ดัง คุณก็ไม่สำคัญ” และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องของนักข่าวเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เหตุการณ์นี้จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงภาพขบขัน หรือเอาไว้แดกดันกัน หากควรใช้เป็นคำถามต่อวัฒนธรรมการทำข่าวว่า ความรวดเร็วและการแข่งขันกำลังทำให้สื่อหลงลืม “มารยาทพื้นฐาน” หรือไม่
สื่อมวลชนมีสิทธิเลือกว่าจะถามใคร เพราะเวลาและพื้นที่ข่าวมีจำกัด การเปลี่ยนจากผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งไปหาอีกคนหนึ่ง “ไม่ใช่เรื่องผิด” แต่การทำให้คนดูรู้สึกว่า “เมื่อคนที่ดังกว่าปรากฏตัว อีกคนก็ไม่มีค่าอีกต่อไป” นั้นต่างหากที่ควรถูกตั้งคำถาม
สื่อที่ดีไม่จำเป็นต้องสัมภาษณ์ทุกคน แต่ควร “ให้เกียรติทุกคน” ที่ตนสัมภาษณ์ และสื่อที่มีคุณภาพไม่ควรเป็นเพียงกระจกสะท้อนว่าใครกำลังดัง แต่ควรกล้าพอที่จะให้คำตอบกับสังคมด้วยว่า ทำไมเราต้อง “ไร้มารยาท” ขนาดนั้นด้วย
ถ้าไมโครโฟนมีไว้สำหรับคนดัง วันหนึ่งสื่ออาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “เสียงของสังคม” อีกต่อไป แต่กลายเป็นเพียง “เสียงสะท้อนของคนที่สังคมกำลังคลั่งไคล้” เท่านั้น
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

















