“อภิสิทธิ์” เตือน 4 เหตุผล พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ตอบโจทย์ ชี้ช่องโหว่ตรรกะรัฐบาล ไม่แก้ต้นเหตุวิกฤตพลังงาน-ทำเศรษฐกิจเปราะบาง
26 ส.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ว่า ตนและพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการที่สภาแห่งนี้จะอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
ด้วยเหตุผลทั้งสิ้น 4 ประการ
ประการแรก เป็นเหตุผลในเรื่องของกฎหมาย และอำนาจของสภาแห่งนี้
วันนี้เรามาพิจารณาร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญท่านได้มีการวินิจฉัยแล้ว ว่าพระราชกำหนดนี้ตราขึ้นชอบตามรัฐธรรมนูญ
แต่สิ่งที่ตนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าใครได้ไปอ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็ม จะพบข้อเท็จจริง 2 ประการ
ประการที่หนึ่ง นอกเหนือจากการรับฟังบุคคลจากรัฐบาล หรือผู้ร้อง กรณีนี้คือฝ่ายค้าน บรรดาพยานที่ทางศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจเชิญมาให้ถ้อยคำ หรือให้ความเห็นที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ซึ่งเป็นนักกฎหมายมหาชน เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการคลัง ภาษีอากร และนักเศรษฐศาสตร์ จากอาจารย์ซึ่งอยู่จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ นิด้า
ข้อเท็จจริงปรากฎว่า ความเห็นของพยานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด เห็นสอดคล้องกับฝ่ายค้าน ว่าการตราพระราชกำหนดนี้ไม่ชอบ เพราะสถานการณ์ที่นำไปสู่การตราพระราชกำหนดนั้น ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
“ศาลมีอำนาจและสามารถใช้ดุลพินิจตามที่ศาลเห็นสมควร แต่อย่างน้อยที่สุด ผมคิดว่าความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญทุกคน ยืนยันว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านได้ดำเนินการไป ร้องไปนั้น ท่านเห็นด้วยกับพวกเรา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว และว่า ที่สำคัญคือ ศาลก็ได้เน้นย้ำ เพราะว่ารัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2560 แตกต่างจากฉบับก่อน ก็คือ ท่านไม่ได้มีอำนาจในการที่จะวินิจฉัยว่า การตราพระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นความจำเป็นเร่งด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจศาลในการพิจารณาเรื่องนี้ แต่ศาลเขียนว่า นั่นคือหน้าที่ของพวกเราในวันนี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า จากการอภิปราย จะเห็นว่า การอ้างถึงความจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะในเรื่องของเงินกู้ 2 แสนล้านหลังนี้ ฟังไม่ขึ้น
ช่วงบ่ายมีการประท้วง เกี่ยวเนื่องกับการที่คณะกรรมาธิการที่จะต้องมาติดตามการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนนี้ ยังไม่ได้ประชุม ตนได้ฟังคำชี้แจงของประธานกรรมาธิการ ไม่มีอะไรโต้แย้ง เพียงแต่อยากจะแสดงความเห็นใจว่า ตนเชื่อว่า ที่ท่านไม่สามารถเรียกประชุมได้ เพราะรัฐบาลยังไม่ได้สามารถที่จะกลั่นกรองได้เลยว่า โครงการที่จะใช้จ่ายเงินกู้ก้อนนี้ คือโครงการอะไร
ซึ่งเป็นการฟ้องอย่างชัดเจนว่า ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความพร้อมในการที่จะใช้จ่ายเงินกู้ก้อนนี้ ต้องมีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เหตุผลที่ตนไม่อนุมัติ หรือไม่อยากจะอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ในทางกฎหมาย ก็เพื่อยืนยันว่า การตราพระราชกำหนดครั้งนี้ เป็นความพยายามในการหลีกเลี่ยง และเป็นการลดทอนอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ
เหตุผลประการที่สอง พระราชกำหนดฉบับนี้ ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหา ที่เกิดจากวิกฤตที่ถูกอ้างขึ้นเป็นเหตุผลในการตรากฎหมายฉบับนี้ ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามไปแล้วว่า ตัวกฎหมายฉบับนี้ เงินกู้ก้อนนี้ จะมาแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่เกิดขึ้นได้อย่างไร และได้แสดงเหตุผลชัดเจนว่า เราไม่เชื่อว่าเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาตรงนี้
“อยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านรองนายกฯ และท่านรัฐมนตรีคลัง ว่าสิ่งที่ท่านพยายามชี้แจงมาหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งผมฟังมาทุกครั้งเนี่ย มันมีช่องโหว่ในเชิงตรรกะอย่างรุนแรง” นายอภิสิทธิ์ กล่าวและว่า ประการแรก ความพยายามจะบอกว่าวิกฤติครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งอื่นๆ ที่มีการตราพระราชกำหนดกู้เงิน เพราะว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้หดตัว แต่จะอ้างว่ามีวิกฤตมาเป็นทีละระลอก เริ่มต้นจากราคาพลังงาน
ช่องโหว่ในตรรกะก็คือ ทำไมไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะถ้าแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นสำหรับประชาชนคนไทย รัฐบาลก็ไม่มีความจำเป็นแม้แต่จะต้องกู้ 2 แสนล้านแรก มาแจกในโครงการไทยช่วยไทยพลัส
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์เสนอมาโดยตลอดว่า ที่จริงแล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเคยสูงกว่านี้ แต่รัฐบาลในอดีตก็ยังสามารถตรึงราคาดีเซลให้อยู่ที่ระดับประมาณ 30 บาทกว่าๆ ได้
และสิ่งที่ประชาธิปัตย์นำเสนอไป ไม่ว่าจะเป็นมาตรการในเรื่องของภาษีสรรพสามิต ซึ่งถึงแม้ใช้ตลอดระยะเวลามาจนถึงวันนี้ ก็ยังใช้เงินน้อยกว่า 2 แสนล้านบาทเป็นเท่าตัว หรือการเอาจริงเอาจังกับการที่จะให้ผู้ที่กำไรจากความผันผวนของราคาพลังงาน มีส่วนช่วยอย่างจริงจังในการลดภาระของประชาชน ก็คงไม่จำเป็นจะต้องมาแก้ปัญหาที่ข้าวของแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น
จนถึงวันนี้ที่ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 38 บาทโดยประมาณ สิ่งที่เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้จริงๆ ก็คงยังกลับไปเป็นเรื่องของกองทุนน้ำมัน ที่แบกอยู่เกือบ 6 บาท แล้วก็จะเป็นภาระกับพี่น้องประชาชนผู้ใช้น้ำมันในอนาคต
แต่สิ่งที่รัฐพยายามไปดึงมาจากโรงกลั่น ยังอยู่แค่เพียง 2 บาท 40 สตางค์ ไม่ได้มีความจริงจัง ไม่ได้มีความเป็นระบบเลย เพราะถ้าดูก่อนวิกฤตเกิดขึ้น ค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณลิตรละ 2 บาท ปัจจุบันนั้นอยู่ที่ลิตรละ 8 บาท 4 เท่า ช่วงเดือนเมษายนนั้น 5 เท่า อยู่ที่ 11 บาท
รัฐบาลพยายามจะอ้างว่า ต้องไปปรับลดในเรื่องของ Premium, Product Premium ทำสูตรออกมา ก็ยังปรากฏว่า แม้ปรับตามสูตรที่รัฐบาลไปคุยกับใครมาก็ตามมาแล้ว ค่าการกลั่นที่ปรับแล้วก็ยังสูงกว่า 2 บาทเป็นเท่าตัว อยู่ที่ 5 บาทเมื่อเดือนที่แล้ว และเดือนนี้ก็น่าจะสูงกว่านั้น
แต่รัฐบาลยังไปดึงลงมาเพียงแค่ 2 บาท 40 สตางค์ ประชาธิปัตย์เคยเสนอว่า เรื่องค่าไฟ ให้ไปดูว่า การผลิตไฟจากก๊าซ ซึ่งต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ผันผวน คล้ายๆ กับเรื่องของค่าการกลั่น ว่าถ้าไปปรับสูตรจริงๆ จะลดกำไรส่วนเกินจากผู้ผลิตไฟฟ้า แล้วมาลดให้กับประชาชนได้ ซึ่งจนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่ได้ทำ
“ช่องโหว่ตรงนี้ ก็เลยกลายเป็นข้ออ้าง คือแทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ใช้เงินน้อยกว่า กลับกลายเป็นปล่อยให้ลุกลามมาจนสุดท้าย ก็พยายามไปใช้วิธีการเยียวยา ซึ่งทำได้เพียง 4 เดือน และใครเดินตามตลาดก็จะรู้ว่า ทำได้แค่เดือนละ 10 วัน หลังจาก 10 วัน ก็กลับไปเป็นปัญหาเหมือนเดิม และถามว่าหลังจากนี้เมื่อของแพงขึ้นไปแล้ว แล้วไม่มีเงินจะช่วยแล้ว มันแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว และว่า
แทนที่จะไปมุ่งลดต้นทุนด้านพลังงาน ลดหรือตรึงค่าครองชีพ แล้วไม่ต้องเอาเงินกู้ก้อนนี้มาทำ แล้วสูญสิ้นไปภายในระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน จึงเป็นเหตุผลที่สองที่ตนเห็นว่าไม่ควรอนุมัติพระราชกำหนดนี้ เพราะไม่ได้แก้ปัญหาตามที่กล่าวอ้าง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลประการที่สาม นอกจากปัญหาที่เกิดขึ้น ยังเรียกไม่ได้ว่ากระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นศัพท์เทคนิค คนละเรื่องกับคำว่า วิกฤต หรือไม่วิกฤต ตนไม่ปฏิเสธเรื่องการมีวิกฤตที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ในตะวันออกกลาง แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ต้องเป็นกรณีที่เศรษฐกิจใกล้จะล้มละลาย รัฐบาลไม่มีเงินที่จะมาใช้จ่าย เพื่อที่จะพยุงเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่รับได้ คือเติบโตแม้จะเติบโตน้อยก็ตาม
“สิ่งที่เป็นเหตุผลที่สามที่ไม่ควรอนุมัติ เพราะว่า หลังจากการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้แล้ว เศรษฐกิจมั่นคงน้อยลง เพราะหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม จะไป แตะเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดเอาไว้ที่ร้อยละ 70 ซึ่งความจริง เพิ่งยกขึ้นมาจากร้อยละ 60 เมื่อไม่นานมานี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า แต่รัฐบาลพูดเองว่าวิกฤตนี้ยังไม่จบ ยืดเยื้อ จึงขอถามว่าถ้ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงิน ในการมาทำตรงนี้ จะเอาเงินที่ไหน ความจริงหากไปนับหนี้ที่ตอนนี้รัฐบาลเป็นหนี้กับ ธ.ก.ส. หรือธนาคารของรัฐที่สะสมมา ก็ถึงเพดานแล้ว
“การแก้ปัญหาตรงนี้ จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบเศรษฐกิจ เพราะเป็นการเลือกเส้นทางการแก้ปัญหาที่ผิดพลาด ช่องโหว่ในเชิงตรรกะของรองนายกฯ ความจริงวันนี้ นายกฯ ใช้คำว่า Stagflation เข้ามาอธิบายให้พวกเราฟัง ว่ามันไม่เหมือนวัฏจักรเศรษฐกิจโดยปกติ คือภาวะที่เราเผชิญอยู่ เงินเฟ้อสูงด้วย เศรษฐกิจฝืดเคืองด้วย นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกว่าสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ ภาวะเช่นนี้ไม่เหมือนเวลาเศรษฐกิจซบเซา ที่ต้องรีบหาเงินมาเพื่อมาแจกหรือกระตุ้น แต่ต้องบริหารจัดการในเรื่องของต้นทุน แต่เมื่อไม่ทำตรงนี้แล้ว วันนี้ค่าครองชีพสูงขึ้น วิกฤตยืดเยื้อ เงินท่านหมดแล้วนะครับ ที่จะมาทำตรงนี้ เศรษฐกิจจึงมีความเปราะบาง มีความมั่นคงน้อยลง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า เหตุผลประการที่สี่ สำหรับ 2 แสนล้านหลัง ที่อ้างว่าจะมาทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งไม่ได้ผ่านกระบวนการของการคิด การวางยุทธศาสตร์ ที่เป็นระบบ เป็นเหตุเป็นผล
ข้อแรก ถ้าพูดถึงการลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิล การนำเข้าน้ำมันหรือก๊าซจากต่างประเทศ การไปสรุปว่า ดังนั้นเราจะต้องกระโดดไปใช้แสงอาทิตย์ให้มากที่สุด ซึ่ง รองนายกฯ บอกว่า เป็นการผลิตพลังงานในประเทศเรา คำว่าในประเทศเราคือแสงแดด แต่อุปกรณ์เกือบทั้งหมด จะต้องนำเข้า
“เราก็จะพึ่งพิงการนำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้ เพียงแต่ว่าเรากระโดดจากการพึ่งพิงน้ำมัน ก๊าซ มาเป็นการพึ่งพิงการนำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้แทน ผมแปลกใจว่าทำไมรัฐบาลไม่คิดถึงแนวทางของการที่จะสนับสนุนเรื่องของไบโอดีเซลมากขึ้น ประชาธิปัตย์กำลังจะเสนอกฎหมายเรื่องปาล์มน้ำมัน ให้มีการบริหารจัดการ ให้สามารถนำมาเป็นพลังงานทางเลือกได้ ซึ่งตรงนี้นอกเหนือจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรในประเทศของเราจริงๆ แล้ว ถ้ามีการเจรจากับค่ายรถยนต์ต่างๆ ที่ผลิตอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันให้เขาปรับเครื่องยนต์ ยังจะเป็นการช่วยรักษาฐานการผลิตของเรา ไม่มีการพูดถึงความสำคัญของไบโอดีเซลเลย จนกระทั่งจะตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ที่เคยอยู่กระทรวงเกษตรฯ ผมถึงได้ยินคำว่า ไบโอดีเซล ออกจากปากท่านนายกฯ แต่ไม่ได้อยู่ในยุทธศาสตร์ ไม่ได้อยู่ในแนวทาง 2 แสนล้าน ที่จะมาทำตรงนี้” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญ ข้อจำกัดถ้าอยากจะเปลี่ยนผ่านไปเป็นพลังงานแสงอาทิตย์จริงๆ ข้อจำกัดตอนนี้อาจไม่ได้คือเรื่องของเงินที่จะต้องไปกู้มา และถึงกู้มาแล้ว เราก็เชื่อว่า ทำตามที่ท่านประกาศไม่ได้
เพราะถ้ารัฐบาลต้องการที่จะไปสนับสนุนให้ครัวเรือนต่างๆ เปลี่ยนหลังคาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เป้าที่ตั้งไว้ มันไม่เป็นจริง เพราะจำนวนอุปกรณ์ จำนวนคนที่จะต้องมาติดตั้ง กำลังที่มีอยู่ทั้งหมด มันไม่เพียงพอที่จะทำในอายุของพระราชกำหนดฉบับนี้
ข้อจำกัดจึงไม่ได้อยู่ตรงนั้น ที่สำคัญ ในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับครัวเรือน ที่อ้างว่าจะไปทำการลงทุนในเรื่องของสายส่ง ก็ไม่พูดให้ชัดว่า จะเป็นเรื่องการสนับสนุนพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยให้มี Data Center เข้ามาเป็นจำนวนมาก มีแต่จะเพิ่มการใช้พลังงานฟอสซิลเพิ่มขึ้น และรัฐบาลก็ยังไม่ได้พูดให้ชัดว่า การลงทุนในสายส่งทั้งหลาย ตกลงจะมารองรับ การผลิตไฟฟ้าของประชาชน หรือจะมารองรับ การป้อนไฟฟ้า ให้กับ Data Center
“ทั้งหลายทั้งปวงนี้ทำให้ผมก็กังวลต่อไปอีกว่า พอเดินไปอีกสักระยะหนึ่ง รัฐบาลอาจจะบอกว่า ในที่สุดกำลังที่จะทำตามที่เคยประกาศไว้ไม่พอ คราวนี้ก็สามารถโยกเงิน กลับมาหมวดหนึ่งก็ได้ กลับไปกลับมา หรือไปทำโครงการ ที่อ้างว่าเป็นเรื่องของการเรียนรู้ สร้างทักษะเกี่ยวกับพลังงานสะอาด ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวคราว โครงการจากกระทรวงมหาดไทยบ้าง กระทรวงศึกษาธิการบ้าง ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกับการจะมาแก้วิกฤตตรงนี้เลย และก็สุ่มเสี่ยงต่อการที่หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อประโยชน์ในเรื่องของการเปิดช่องให้มีการทุจริตคอรัปชัน” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว และว่ามีผู้อภิปรายแสดงความดังวลด้วยว่า หวังว่าการกู้ครั้งนี้จะไม่มีการกู้มาแล้วเอาเงินมากองไว้เฉยๆ ซึ่งก็จะยิ่งซ้ำเติมฐานะของประเทศ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวย้ำว่า ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ประการนี้ จึงไม่เห็นด้วยกับพระราชกำหนดฉบับนี้ และอยากจะเทียบเคียงกับอดีต ตอนต้มยำกุ้ง มีการกู้เงินแบบนี้ ประเทศไทยต้องผ่านความเจ็บปวดมากมายช่วงนั้น แต่สิ่งหนึ่งซึ่งทั่วโลกยอมรับและกาลเวลาพิสูจน์คือ หลังจากการกู้ยืมและการแก้ปัญหาครั้งนั้น ระบบสถาบันการเงินและระบบการเงินของประเทศไทยมีความมั่นคงขึ้น เกิดวิกฤตหลังจากนั้นมาหลายครั้ง ระบบนี้ผ่านมาได้
ตอนเกิดวิกฤตการเงินโลก ที่เรียกกันว่า แฮมเบอร์เกอร์ กู้มาแล้ว สุดท้ายสามารถให้เศรษฐกิจกลับไปโตได้สูง สูงถึงร้อยละ 7 ร้อยละ 5 และช่วงปลายรัฐบาล ที่ตนทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลอยู่ ก็เป็นช่วงที่เราเห็นหนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลง
“ผมฟันธงครับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ถ้าผ่านรัฐสภาไปบังคับใช้ เราจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเลย เกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจ และประชาชนก็ยังจะต้องเผชิญกับวิกฤต ปัญหาจากวิกฤตพลังงานต่อไป และเราจะไม่ได้เห็นฐานที่มั่นคงหรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของประเทศไทยอย่างแน่นอน จึงไม่สามารถที่จะยกมืออนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ และจึงยืนยันในการคัดค้าน ทั้งในแง่ของกฎหมาย ทั้งในแง่ของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งในแง่ของการคิดถึงความเสี่ยงของประเทศ และทั้งในแง่ของยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ ขอบพระคุณครับ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวทิ้งท้าย

















