การเมือง

การซื้อเสียงครั้งแรกในประเทศไทย !


29 สิงหาคม 2026, 14:08 น.

 

ซื้อเสียงครั้งแรกในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งแรก

 

“การซื้อเสียงและจัดเลี้ยงผู้แทนตำบลที่มีสิทธิ์เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 เริ่มมีขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในปี พ.ศ. 2476 ที่จังหวัดนครพนม

…..

 

“หลวงประเจิดอักษรลักษณ์ ได้กล่าวถึงปัญหาของการทุจริตจากการเลือกตั้งทางอ้อมที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งแรกของไทย ซึ่งเป็นการเลืกตั้งทางอ้อมไว้ว่า (2477.: 10)

 

“ตัวอย่างในเมืองไทย ชั้นแรกราษฎรได้เลือกตั้งผู้แทนตำบลขึ้นมาคั่นหนึ่งก่อน ผู้แทนตำบลโดยมากนับจำนวนคนถ้วนและมีจำนวนน้อย

 

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การที่จะขอร้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยทางทุจริต อาจจะกระทำได้โดยง่ายดาย

 

เป็นต้นให้สินบนแก่ผู้แทนตำบลอีกคนหนึ่ง เพื่อขอให้มาออกเสียงให้ตนได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร

 

เพราะว่าเมื่อมีการเลือกตั้งผู้แทนตำบลแล้ว การที่จะเลือกตั้งผู้แทนราษฎรต่อไปก็จะเลือกแต่เฉพาะในหมู่ผู้แทนตำบลนั้นเอง

 

และเมื่อผู้แทนตำบลนั้นมีจำนวนไม่มากมายนัก ซึ่งผู้แทนตำบลอาจจะติดสินบนหรือให้สินน้ำใจ

 

ซึ่งท่านคงจะได้ทราบแล้วว่า การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรของเราเมื่อเดือนธันวาคมที่แล้วมา ก็ได้เกิดการทุจจริตขึ้น เท่าที่ข้าพเจ้าได้ทราบในหนังสือพิมพ์ นี่เป็นเหตุที่จะให้เกิดการเสียหายขึ้นได้”

 

จากเอกสารคำฟ้องและคัดค้านการเลือกตั้ง จะพบว่า ได้เริ่มปรากฏว่ามีการใช้ระบบหัวคะแนนและการซื้อเสียงระบบในรูปแบบต่างๆ ในการเลือกตั้งครั้งแรกนี้ โดยบางจังหวัดก็ใช้ผู้แทนตำบลเป็นหัวคะแนน การใช้เครือญาติพรรคพวกและเครือข่ายที่เป็นข้าราชการในการหาเสียง การซื้อเสียง รวมทั้งการแจกสิ่งของ/ให้สิ่งตอบแทนและการจัดเลี้ยง (ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์, 2543: 92 – 93)

 

ดังมีกรณีที่น่าสนใจ คือ กรณีการใช้ผู้แทนตำบลเป็นหัวคะแนนของนายบุญมาก พรมประกาย ผู้แทนตำบลในเมือง อำเภอหนองบึก จังหวัดนครพนม ที่ช่วยอุดหนุนให้นายประนอ มังคละคีรี ในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร โดย นายแสง คงชุ่ม

 

ซึ่งนายบุญมากได้ชี้แจงตอนหนึ่งว่า “ความจริงข้าพเจ้าได้เชื้อเชิญผู้แทนตำบลต่าง ๆ ไปรับทานอาหารที่บ้านข้าพเจ้าจริง เพื่อความประสงค์จะเชื่อมความสามัคคีและทำความรู้จักมักคุ้นกับผู้แทนตำบลต่าง ๆ เท่านั้น

 

นอกจากนี้ ยังพบว่า ในวันเลือกตั้ง คือ วันที่9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 นายประนอยังได้ให้ราษฎรจำนวนมากใส่เสื้อติดตัวหนังสือที่หน้าอกและหลัง ด้วยคำว่า “ประนอ” อีกด้วย (ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์, 2543: 92)

 

มีกรณีคำร้องของ นายปรึก แก้วปลั่ง หมู่ 8 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ที่ร้องเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎร (กจช. (2) สร. 0201.3531/17 คัดค้านการเลือกตั้ง ปึก 2 อ้างใน ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์, 2543: 93) ตอนหนึ่งว่า

 

“…ข้อหนึ่ง เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นายแก้ว รุ่งเรือง รับเลี้ยงสุราอาหารแก่ผู้แทนตำบล ภายหลังการเลี้ยง นายแก้ว รุ่งเรือง ได้แนะนำให้เลือกขุนรักษ์รัษฎากร แล้วจดชื่อผู้แทนตำบลไว้ พลฤติการณ์ทั้งนี้เห็นว่า เป็นอุบายบังคับทางอ้อม ข้องสอง เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปรากฏว่า นายจันทร์ นายยัง ผู้แทนตำบลและนายยอม กันน ได้ชักชวนผู้แทนตำบลอื่นๆ ไปบ้านขุนรักษ์รัษฎากร ภายหลังทราบจากเสียงเล่าลือว่า ตามตัวแทนตำบลไปประชุมบ้านขุนรักษ์ฯ นี้ มีการปิดประตูทำสัตย์บานและสัญญากันว่า ถ้าเลือกขุนรักษ์รัษฎากรเป็นผู้แทนราษฎร จะให้เงินคนละ 5 บาท แต่ให้ใช้ล่วงหน้าคนละ 1 บาท…”

 

ขณะที่ นายบุญช่วย อัตถากร หลังชนะรับเลือกตั้งผู้แทนตำบลคราวที่มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรครั้งแรกเมื่อปี 2476 ก็ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในเวทีสภาเมืองและได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาเมือง คนที่ 1 ก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2489 (ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์, 2543: 379)

 

ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่าง 3 พี่น้อง คือ นายทองม้วน นายบุญช่วยและนายบุญชนะ อัตถากรนี้ น่าสามารถอธิบายบทบาทของตระกูลชนชั้นนำกับการเมืองไทยในยุคต้นประชาธิปไตยได้อย่างมีนัยยะสำคัญ หากมีการศึกษาในรายละเอียดต่อไป

 

“การแจกสิ่งของในการเลือกตั้งมีวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นทุกที จนกระทั่งแจกธนบัตรใบละห้าบาท พิมพ์เบอร์ 5 ซึ่งเป็นเบอร์ของหม่อมเจ้านิตยากรวรรณ บางคนแจกผ้าขาวม้า เสื้อยืด ล้วนพิมพ์เบอร์ของผู้แจกไว้ทั้งสิ้น” (จงกล ไกรฤกษ์, 2511: 358 อ้างใน ธารินี ภาวะสุทธิการ, 2516: 41)

 

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากการเลือกตั้งครั้งที่ หม่อมเจ้านิตยากร วรวรรณ ลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น พบว่า เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยครั้งแรกเป็นการเลือกตั้งเพิ่มเติมหลังจาก นายปรีดี พนมยงค์ ลาออกเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2490 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 และการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491 (ชงคชาญ สุวรรณมณี และอริย์ธัช แก้วเกาะสะบ้า, 2548: 170)

 

“การที่ไม่มีการกำหนดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง ทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีฐานะทางการเงินดีย่อมได้เปรียบกว่าผู้สมัครที่มีฐานะการเงินน้อย ซึ่งจะเห็นได้ชัดแจ้งจากผลการเลือกตั้งในต่างจังหวัดที่ผ่านมา เช่น ส.ส. หญิงสุนีรัตน์ เตลาน อดีต ส.ส. นครสวรรค์ (26 กุมภาพันธ์ 2495)…..ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งก็เนื่องมาจากฐานะทางการเงินเป็นสำคัญ เป็นต้น” (วรสิทธิ์ โรจนพานิช, 2516: 51)

 

เช่นเดียวกับบทสัมภาษณ์ของคุณหญิงแร่ม พรหโมบล บุณยประสพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ต 2 สมัย คือ เมื่อคราวการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี พ.ศ. 2495 ต่อคำถามที่ว่า “จริงหรือไม่ที่กล่าวกันว่า ถ้าไม่มีเงินก็เป็น ส.ส. ไม่ได้” ได้รับคำตอบว่า (2551: 35)

 

“ในการเลือกตั้งที่ผ่าน ๆ มา ผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ก็เป็นคนไม่มั่งมีมากกว่าครึ่ง แต่ว่าที่จริงแล้ว ผู้แทนราษฎรนั้นควรมีฐานะอยู่บ้าง ถ้าหากไม่มีอะไรเลย ช่วยตัวเองไม่ได้ จะไปช่วยผู้อื่นได้อย่างไร

 

อีกอย่างหนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงนั้น ไม่ใช่ว่าผู้สมัครอยากจะจ่ายอย่างทุ่มเท ต้องการจะให้รัฐบาลวางกำหนดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงไว้ด้วยซ้ำ ได้ยินว่ารัฐบาลก็กำลังดำริไว้ในกฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่ เพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย ป้องกันการทุ่มเทเลี้ยงดูแบบซื้อคะแนนเสียง ถึงแม้จะเรียกค่าสมัครให้สูงคุ้มกับค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ผู้สมัครก็ยินดีให้”

 

หยุด แสงอุทัย (2494: 536 – 537) “อย่างไรก็ดี เวลานี้การใช้จ่ายในการเลือกตั้งได้เป็นไปอย่างฟุ่มเฟือยมาก ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศโดยทางอ้อม ฉะนั้นประเทศไทยควรมีกฎหมายอย่างต่างประเทศ คือ กำหนดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจะใช้จ่ายในการเลือกตั้งเกินกว่าจำนวนที่กฎหมายไว้ไม่ได้ เช่น กะให้ใช้จ่าย 1 บาทต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นหนึ่งคน เป็นต้น ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งแสนคนก็ใช้จ่ายได้ไม่เกินหนึ่งแสนบาท ถ้าผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้เงินเกินกว่านี้และได้รับเลือกตั้ง กฎหมายก็ถือว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งนี้ไม่ได้รับเลือกตั้งเพราะทำผิดกฎหมาย”

 

——————

จากที่กล่าวไปข้างต้น แปลว่า เราเริ่มซื้อเสียงกันมาตั้งแต่เลือกตั้งครั้งแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน

—————-

 

(แหล่งอ้างอิง: หลวงประเจิดอักษรลักษณ์. (2477). กฎหมายการเลือกตั้ง. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์;

ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์. (2543). การรวมกลุ่มทางการเมืองของ “ส.ส. อีสาน” พ.ศ. 2476 – 2494. ปริญญาอักษรศาสตร

ดุษีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย;

 

ชงคชาญ สุวรรณมณี และอริย์ธัช แก้วเกาะสะบ้า. (2548). รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2475 – 2548. กรุงเทพฯ

: สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

 

……

คัดมาจากงานวิจัยของ ผศ ดร บุหลันฉาย อุดมอริยทรัพย์

ขอขอบคุณท่านมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดการเมือง

เรื่องล่าสุด