การเมือง

‘ระบอบสีน้ำเงิน’ งัดทุกกลไกกินรวบอำนาจ สกัดกั้นการตรวจสอบของฝ่ายค้าน 


5 พฤศจิกายน 2026, 11:10 น.

 

‘ระบอบสีน้ำเงิน’ งัดทุกกลไกกินรวบอำนาจ สกัดกั้นการตรวจสอบของฝ่ายค้าน 

 

ในระบอบประชาธิปไตย สิ่งสำคัญที่สุดที่จะกำกับให้รัฐบาลทำงานเพื่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง นั่นคือการ ‘ตรวจสอบและถ่วงดุล’ จากฝ่ายค้าน

 

แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กลับเกิดเหตุการณ์ผิดปกติหลายอย่างขึ้นพร้อมกันอย่างน่าประหลาดใจ จนทำให้เราไม่อาจมองเป็นเรื่องบังเอิญได้อีกต่อไป

 

4 พ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยหัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้าน และประธานคณะกรรมาธิการสามัญในสัดส่วนของฝ่ายค้าน ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อชี้ให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายรัฐบาลและเครือข่ายผู้มีอำนาจใน ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่กำลังใช้ทุกกลไกที่ควบคุมได้ เพื่อปิดปาก สกัดกั้น แทรกแซง และคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน ผ่าน 3 ขบวนการสำคัญ

 

1. สกัดกั้นการตรวจสอบในสภาฯ เปลี่ยน กมธ. ให้กลายเป็นเพียง ‘ตรายาง’

จุดเริ่มต้นเกิดจากประธานสภาผู้แทนราษฎร โสภณ ซารัมย์ ได้ออกหนังสือเวียนเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ โดยกำหนดว่าต่อจากนี้ การดำเนินงานใดๆ ของ กมธ. ไม่ว่าจะเป็นการออกหนังสือเชิญบุคคลเข้าชี้แจง หรือการกำหนดวาระการประชุม จะต้องผ่านมติที่ประชุมเสมอ

 

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องระเบียบราชการทั่วไป แต่ในความเป็นจริง นี่คือการสกัดกั้นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านโดยตรง

 

เพราะที่ผ่านมา กมธ. คือเครื่องมือสำคัญที่สุดที่ สส. ฝ่ายค้านใช้ตรวจสอบโครงการทุจริตคอร์รัปชันและการใช้อำนาจมิชอบของรัฐบาล หากทุกเรื่องต้องใช้มติเสียงข้างมาก ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลก็ครองเสียงข้างมากใน กมธ. เกือบทุกคณะอยู่แล้ว นั่นหมายความว่า รัฐบาลจะใช้เสียงข้างมากลากไปเพื่อสั่งห้ามตรวจสอบเรื่องที่ตัวเองไม่อยากให้เปิดเผยได้ทันที

 

ถ้าเป็นเช่นนี้ ต่อไปสภาฯ ก็คงไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายค้าน และ กมธ. จะกลายเป็นเพียง ‘ตรายาง’ คอยประทับตรารับรองความโปร่งใสให้กับโครงการที่มีข้อครหาของรัฐบาลเท่านั้น

 

2. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ตัดตอนคดีโกง สว.

ต่อไปคือกรณีที่ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ‘ขอบเขตอำนาจ’ ของ กกต. กับศาลฎีกา ในระหว่างที่กำลังมีการไต่สวนคดีโกง สว.

 

โดยหวังผลให้เกิดการวินิจฉัยตีความว่า แม้ในชั้นไต่สวนของศาลฎีกาจะพบหลักฐานการกระทำผิดของบุคคลอื่นในขบวนการโกง สว. เพิ่มเติม แต่หากบุคคลนั้นไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 77 คนเดิมที่ กกต. ยื่นส่งศาลไป ก็จะไม่สามารถเอาผิดบุคคลอื่นๆ เพิ่มเติมผ่านกระบวนการในฝั่งศาลยุติธรรมได้อีก

 

พฤติการณ์นี้ชวนให้ตั้งคำถามอย่างยิ่งว่า เป็นความพยายามใช้กลไกองค์กรอิสระ ที่กรรมการเสียงข้างมากก็มีที่มาจาก สว. ในระบอบสีน้ำเงิน ไปร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเพื่อจำกัดอำนาจศาลฎีกาหรือไม่?

 

นี่คือความพยายามใช้กลไกนอกศาลยุติธรรม เข้ามาก้าวก่ายและแทรกแซงการไต่สวนคดีเพื่อปกป้องพวกพ้องใช่หรือไม่?

 

3. คุกคามข้ามเส้น ส่งสปายแวร์สอดแนมโทรศัพท์มือถือฝ่ายค้าน

เรื่องที่น่าตกใจและคุกคามสิทธิเสรีภาพอย่างร้ายแรงที่สุด คือการที่ณัฐพงษ์ พร้อมด้วยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับข้อความแจ้งเตือนความปลอดภัยจากบริษัท Apple โดยตรง ว่าสมาร์ตโฟนมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยสปายแวร์ขั้นสูง

 

การแจ้งเตือนดังกล่าวระบุชัดเจนว่า เครื่องมือจารกรรมข้อมูลระดับนี้มักมีเฉพาะ ‘หน่วยงานภาครัฐในระดับประเทศ’ เท่านั้นที่จัดซื้อและนำมาใช้งานได้ ทำให้เกิดคำถามตัวโตๆ ส่งตรงไปยังรัฐบาลไทยว่า กำลังมีหน่วยงานความมั่นคงของรัฐนำเทคโนโลยีสอดแนมมาใช้คุกคามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านและผู้แทนราษฎรอยู่หรือไม่?

 

พรรคประชาชนขอยืนยันว่า ระบอบประชาธิปไตยจะอยู่ไม่ได้ หากผู้มีอำนาจมองการตรวจสอบเป็นศัตรู และใช้อำนาจรัฐทุกทางเพื่อปิดกั้นฝ่ายค้าน

 

ไม่ว่าจะเป็นการรวบอำนาจในสภาฯ ความพยายามตัดตอนคดีในชั้นไต่สวนของศาลยุติธรรม หรือการส่งสปายแวร์มาสอดแนม เราไม่สามารถยอมรับต่อการใช้กลไกอำนาจมืดแบบนี้ได้ และจะเดินหน้าทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนต่อไป

 

///////////

ขอบคุณที่มา : เพจ พรรคประชาชน – People’s Party

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดการเมือง

เรื่องล่าสุด