การเมืองไทยหลัง 3 วิกฤตเดือนกรกฎาคม 2569

ขอบคุณภาพจาก : สยามรัฐ
1. ในเดือนกรกฎาคม 2569 อาจเกิดวิกฤตทางการเมืองถึงขั้นเปลี่ยนแปลงรัฐบาลถึง 3 วิกฤต
ก. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการเลือกตั้งว่าเป็นโมฆะหรือไม่
ข. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งรับคดีลดค่าผลประโยชน์ของการท่าอากาศยาน 180,000 ลบ. ซึ่งอาจทำให้ ครม. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
ค. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ลบ. ว่าเป็นโมฆะหรือไม่
ถ้าผลของคดีเป็นลบแก่รัฐบาล ก็อาจเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไม่ว่าล้มไปทั้งคณะหรือพรรคเพื่อไทยถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล
เรื่องใหญ่อย่างนี้ย่อมเป็นโจทก์ใหญ่ของมหาอุปราชแห่งบุรีรัมย์และพ่อใหญ่แม้วด้วย
ดังนั้น ข่าวคราวที่ลือกันกระฉ่อนว่า 2 ผู้เฒ่าแอบนัดพบกันที่บ้านจันทร์ส่องหล้าจึงกึกก้องกระหึ่มและเป็นที่สงสัยว่าเขาจะคุยกันเรื่องอะไร
2. พิเคราะห์แล้ว 2 ผู้เฒ่าพบกันตามที่เป็นข่าว ไม่มีเรื่องอื่นนอกจากเรื่องการร่วมรัฐบาลระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับ พรรคเพื่อไทย ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่
สำหรับพรรคเพื่อไทยถ้าจะถอนตัวไปร่วมกับฝ่ายค้านตั้งรัฐบาลนอกจากยากจะสำเร็จแล้วรัฐบาลนั้นก็จะเป็นรัฐบาลที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและไปกันคนละทาง ดังที่พระพุทธเจ้าเคยอุปมาว่า เหมือนกับการเอาปลา นก กวาง กระต่าย มาผูกเข้าด้วยกันปลาก็จะลงน้ำ นกก็จะบินขึ้นฟ้า กวางก็จะวิ่งเข้าป่า กระต่ายก็จะวิ่งลงรู หาประโยชน์หรือความสำเร็จใด ๆ ไม่ได้
ในขณะเดียวกันทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยก็ไม่อยู่ในฐานะที่อยากเป็นฝ่ายค้าน
ยิ่งกว่านั้น 2 พรรคนี้มีเจ้านายเป็นคนเดียวกันไม่ใช่ข้าต่างเจ้าบ่าวต่างนายเหมือนแต่ก่อนมา
ดังนั้น ถึงจะลำบากยากเข็ญอย่างไรก็ต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมกันเป็นรัฐบาลต่อไป นั่นคือ ถึงแม้จะมีวิกฤตการเมืองที่รัฐบาลต้องล้มลง พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยก็จะร่วมกันเป็นรัฐบาลอยู่นั่นเอง คงเหลือว่าภูมิใจไทยจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเพื่อไทยจะเป็นนายกรัฐมนตรี
ภายใต้ความจำเป็นใหญ่เรื่องนี้ย่อมตกลงกันได้ เพราะ 2 ผู้เฒ่านั้นไม่ได้คิดแบบคนทั่วไป หากคิดอ่านใหญ่หลวงกว้างไกลลึกซึ้งนัก
กระบี่เดียวดายจึงฟันธงว่าแม้เกิดวิกฤตทางการเมืองทั้งภูมิใจไทยและเพื่อไทยก็ยังร่วมกันเป็นรัฐบาล
3. ประเทศไทยเราโชคไม่ดีมีแต่ความโน้มเอียงสุดโต่งหาสายกลางไม่ได้ ความพินาศฉิบหายจึงบังเกิดขึ้นทั่วหน้า
ยุคสมัยไทยรักไทย ก็ทำลายกันทุกรูปแบบจนกฎหมายไม่เป็นกฎหมายความยุติธรรมไม่เหลืออยู่ในแผ่นดิน จนต้องรัฐประหาร 2 ครั้ง ยุบพรรค 3 ครั้ง ไล่ปลดนายก 6 คน กระทั่งเอาทักษิณเข้าคุก
มายุคสมัยภูมิใจไทยก็อุ้มกันทุกรูปแบบจนกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ความยุติธรรมไม่เหลืออยู่ในแผ่นดิน จนกระแสเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกึ่งก้องไปทั้งแผ่นดิน ขื่อแปที่ถูกโหนหนักได้รับผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่าครั้งใดในประวัติศาสตร์จนหวั่นว่าความเปลี่ยนแปลงแบบฝรั่งเศส รัสเซีย อิหร่าน และเนปาล กำลังใกล้เข้ามา
ด้วยสภาพอย่างนี้ จึงกำหนดรัฐบาลหลังวิกฤตให้ภูมิใจไทยและเพื่อไทยต้องร่วมกันเป็นรัฐบาลต่อไปและปรับสมดุลของความสุดโต่งทั้ง 2 ด้านเสียใหม่ นำประเทศเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ให้ได้
อย่าลืมว่า ตั้งแต่ 14 เมษายน มานี้พระนางรากษสเทวีเข้าเวรสงกรานต์ พระนางเสวยเลือดเป็นอาหารซึ่งสถิติแต่ก่อนนั้นได้พิสูจน์ชัดเจนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมากข้าวจะยากหมากจะแพง ซึ่งกำลังสำแดงเหตุให้เห็นอยู่ ณ ขณะนี้แล้ว
การจะบรรเทาความร้ายทั้งหลายก็มีแต่พลังอำนาจของพระอิศวรเป็นเจ้า พระผู้เป็นใหญ่ในจักรวาลแห่งยอดเขายุคนธรเท่านั้น
ขอเตือนว่าเคยมีคำพยากรณ์ไว้ว่า ในปีที่ 10 แห่งรัชกาลที่ 10 บ้านเมืองจะก้าวเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ ผู้คนจะมีความสามัคคีกันก้าวข้ามความขัดแย้งสินทรัพย์ล้ำค่ามหาศาลหายากใต้แผ่นดินจะปรากฏและสร้างความเจริญรุ่งเรืองจนสุดจะหยั่งคาด
แล้วเราจะไปกันทางไหน
Cr. Phaisal Puechmongkol

















