การเมือง

ย้ายท่าเรือคลองเตย…อย่ามองแต่ที่ดิน จนลืมต้นทุนโลจิสติกส์


3 สิงหาคม 2026, 10:30 น.

 

ย้ายท่าเรือคลองเตย…

อย่ามองแต่ที่ดิน จนลืมต้นทุนโลจิสติกส์

 

 

การย้ายท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) อาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง… แต่ถ้าคิดไม่รอบคอบ ต้นทุนการขนส่งสินค้าที่มีปลายทางอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจเพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดอาจสะท้อนเป็นราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่ม

 

รัฐบาลมีแนวคิดที่จะย้ายภารกิจขนส่งสินค้าทั้งหมดจากท่าเรือคลองเตยไปยังท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อให้ประเทศไทยมีท่าเรือสินค้าหลักเพียงแห่งเดียว

 

เหตุผลของรัฐบาลมีหลายประการ ทั้งการลดต้นทุนการบริหาร ลดปัญหารถบรรทุกในกรุงเทพฯ และนำพื้นที่ท่าเรือคลองเตยกว่า 2,353 ไร่ มาพัฒนาเป็น Entertainment Complex ที่ไม่มีกาสิโน ประกอบด้วยท่าเรือสำราญ พื้นที่พาณิชยกรรม และโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่การท่าเรือแห่งประเทศไทย

 

ในหลักการผมเห็นด้วย แต่รัฐบาลต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ก่อนว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์สุทธิมากกว่าต้นทุนที่ต้องจ่ายหรือไม่

 

หลายคนอาจบอกว่า ท่าเรือคลองเตยมีข้อจำกัด เพราะร่องน้ำตื้น รองรับเรือขนาดใหญ่ไม่ได้ และต้องเดินเรือผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาที่คดเคี้ยว

 

แต่ข้อจำกัดเหล่านี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ ท่าเรือคลองเตยมีข้อจำกัดเช่นนี้มานานหลายสิบปีแล้ว แต่เหตุใดสายการเดินเรือยังคงเข้ามาใช้บริการ

 

คำตอบง่ายๆ คือ ปลายทางของสินค้าส่วนใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล หากย้ายตู้สินค้าทั้งหมดไปขึ้นที่แหลมฉบัง สินค้าจำนวนมากจะต้องถูกขนกลับเข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถบรรทุกหรือระบบราง ต้นทุนส่วนนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

 

ผู้ประกอบการ… หรือประชาชนที่ต้องซื้อสินค้าในราคาสูงขึ้น

 

รัฐบาลจึงไม่ควรมองเฉพาะต้นทุนการบริหารของการท่าเรือ แต่ต้องมองต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศทั้งระบบ

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ผลกระทบต่อแรงงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

 

ไม่ใช่เฉพาะชุมชนคลองเตยกว่า 12,000 ครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแรงงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของท่าเรือคลองเตย ซึ่งอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการย้ายท่าเรือ

 

รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ แต่ต้องมีแผนดูแลอาชีพ รายได้ และการเปลี่ยนผ่านของแรงงานอย่างเป็นธรรม

 

ส่วนตัวผมเห็นด้วยว่า ในระยะยาวประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องบริหารท่าเรือสินค้าหลักสองแห่ง หากการศึกษาพิสูจน์ได้ว่าการรวมศูนย์ที่แหลมฉบังจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้จริง

 

แต่การเปลี่ยนผ่านไม่ควรเกิดขึ้นแบบหักดิบ!

 

ผมเสนอให้รัฐบาลค่อยๆ ลดบทบาทของท่าเรือคลองเตยตามกลไกตลาด เช่น งดการลงทุนในอุปกรณ์ใหม่ ปล่อยให้อุปกรณ์เดิมทยอยหมดอายุการใช้งาน และย้ายการลงทุนใหม่ไปที่แหลมฉบัง

 

เมื่อท่าเรือแหลมฉบังมีประสิทธิภาพสูงกว่า ผู้ประกอบการก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปใช้บริการเอง โดยไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งปิดท่าเรือในทันที ทำให้ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและแรงงานได้มากกว่า

 

สุดท้าย หากรัฐบาลจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนพัฒนาพื้นที่คลองเตยในรูปแบบสัมปทานระยะยาว รัฐจะต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสและแข่งขันอย่างเป็นธรรม

 

เพราะพื้นที่กว่า 2,353 ไร่แห่งนี้ คือทรัพย์สินของประชาชนทั้งประเทศ ฉะนั้น ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น ต้องกลับคืนสู่รัฐและประชาชนอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ตกอยู่กับเอกชนเพียงไม่กี่รายเท่านั้น

 

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดการเมือง

เรื่องล่าสุด