การเมือง

ทำไม “สี จิ้นผิง” จึงพูดถึง “รถไฟจีน-ไทย” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?


29 กรกฎาคม 2026, 11:28 น.

 

ทำไม “สี จิ้นผิง” จึงพูดถึง “รถไฟจีน-ไทย” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

 

 

ในวันที่รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน กำลังสะดุด หากถามว่า… ผู้นำต่างประเทศคนใดกล่าวถึง “รถไฟความเร็วสูงของไทย” บ่อยที่สุด? หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่า คำตอบคือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว แต่หลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

ล่าสุด ระหว่างการพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 สี จิ้นผิงกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายควรเร่งการก่อสร้างรถไฟจีน-ไทย ซึ่งจีนหมายถึงรถไฟที่เชื่อมจีนกับไทยผ่าน สปป.ลาว ไม่ได้หมายถึงเฉพาะช่วงที่อยู่ในประเทศไทยที่ไทยมักเรียกว่ารถไฟไทย-จีน หรือรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย ซึ่งได้รับความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีจากจีน

 

ก่อนหน้านั้น ในการพบกับนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 สี จิ้นผิงก็กล่าวในทำนองเดียวกัน โดยระบุว่า จีนพร้อมผลักดันให้รถไฟจีน-ไทยเป็น “โครงการเรือธง” (Flagship Project) และเร่งให้การเชื่อมโยง จีน-ลาว-ไทย เกิดขึ้นโดยเร็ว

 

คำถามคือ… เหตุใดผู้นำจีนจึงพูดเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า? คำตอบอาจอยู่ที่ว่า… จีนมองโครงการนี้เป็น “โครงข่ายรถไฟของภูมิภาค”

 

รถไฟจีน-ลาวเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่ปี 2564 เชื่อมคุนหมิงกับเวียงจันทน์ได้สำเร็จ ส่วนประเทศไทยกำลังก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ไปยังนครราชสีมา และจะต่อไปถึงหนองคาย เพื่อเชื่อมต่อกับ สปป.ลาว

 

หากแล้วเสร็จ จะเกิดเส้นทางรถไฟต่อเนื่องจากคุนหมิง ผ่านเวียงจันทน์ เข้าสู่หนองคาย กรุงเทพฯ และในอนาคตอาจเชื่อมต่อไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ นี่คือภาพที่จีนเรียกว่า Pan-Asia Railway Network หรือโครงข่ายรถไฟสายแพนเอเชีย 

 

นั่นสะท้อนว่า ในมุมมองของจีน ประเทศไทยไม่ใช่ปลายทางของโครงการ แต่เป็น “ข้อเชื่อมสำคัญ” ของเครือข่ายทั้งระบบ ภายใต้ยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) 

 

ประเด็นนี้ทำให้ผมนึกถึงอีกโครงการหนึ่งที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอน นั่นคือรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คนไทยส่วนใหญ่มองว่า โครงการนี้เป็นเพียงโครงการของ EEC แต่ถ้ามองจากมุมของจีน โครงการนี้อาจเป็น “ส่วนต่อขยาย” ที่ทำให้โครงข่ายรถไฟจากคุนหมิงผ่านเวียงจันทน์ หนองคาย และกรุงเทพฯ เชื่อมต่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินอู่ตะเภา และ EEC

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง… เมื่อรถไฟจีน-ลาว-ไทยเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว หากการเชื่อมต่อไปยังสุวรรณภูมิ อู่ตะเภา และ EEC ยังไม่สมบูรณ์ โครงข่ายทั้งหมดก็ย่อมทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ

 

ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรละเลยคือ การมองภาพรวมของโครงข่าย เพราะในโลกปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่า ใครมีถนนมากกว่า หรือใครมีทางรถไฟยาวกว่า แต่แข่งขันกันว่า ใครสามารถเชื่อมโยงผู้คน สินค้า การลงทุน และโอกาสทางเศรษฐกิจได้ดีกว่า

 

คำกล่าวของสี จิ้นผิงจึงไม่ได้บอกว่า ประเทศไทยควรตัดสินใจอย่างไร แต่กำลังบอกเราว่า… จีนมองประเทศไทยอย่างไร

 

ประเทศไทยจะเลือกเดินอย่างไร เป็นการตัดสินใจของคนไทย แต่การตัดสินใจที่ดีที่สุด ย่อมเกิดจาก

 

การมองโลกให้กว้าง และยึดผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ

 

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

 

ป้ายกำกับ: ,

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดการเมือง

เรื่องล่าสุด