การเมือง

7 ปีที่รอคอย…สุดท้ายเหลือแค่ “รถไฟทางคู่”?


9 กรกฎาคม 2026, 17:47 น.

 

7 ปีที่รอคอย…

สุดท้ายเหลือแค่ “รถไฟทางคู่”?

 

 

โลกกำลังแข่งกันสร้างรถไฟความเร็วสูง… แต่ประเทศไทยกำลังถกเถียงกันว่า จะดาวน์เกรดรถไฟความเร็วสูงหรือไม่?

 

7 ปีผ่านไป… โครงการที่คนไทยเคยคาดหวังว่าจะเป็น “รถไฟความเร็วสูงสายที่ 2 ของประเทศไทย” อาจลงเอยด้วยการเหลือเพียงรถไฟทางคู่ระบบไฟฟ้า

 

มีแนวโน้มว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะถูกปรับให้ใช้โครงสร้างพื้นฐานของรถไฟทางคู่สายตะวันออก โดยเปลี่ยนเป็นระบบไฟฟ้า และให้รถไฟวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. แทนความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ตามแผนเดิม

 

ส่วนช่วง บางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก จะใช้โครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีแดงที่ รฟท.มีแผนจะก่อสร้างเพิ่มเติม

 

เหตุผลสำคัญคือ ลดต้นทุนการก่อสร้าง แต่คำถามคือ… เรากำลังลดต้นทุน หรือกำลังลดอนาคตของประเทศ?

 

1. เวลาเดินทางจะเพิ่มขึ้นเท่าไร?

เส้นทาง ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา มีระยะทาง 220 กม. โครงการเดิมกำหนดให้รถไฟความเร็วสูงจอดเพียง 3 สถานี ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ภาครัฐเคยระบุไว้ว่า จะใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 60 นาที หากทำเวลาได้ตามนี้ จะเทียบเท่าความเร็วเฉลี่ยประมาณ 220 กม./ชม.

 

แต่หากเปลี่ยนเป็นรถไฟทางคู่ไฟฟ้าที่มีความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. ความเร็วเฉลี่ยอาจเหลือประมาณ 120 กม./ชม. เวลาเดินทางจะเพิ่มเป็นประมาณ 110 นาที หรือ นานขึ้นเกือบ 1 ชั่วโมง

 

นั่นหมายความว่า… ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของรถไฟความเร็วสูง คือ “ความรวดเร็ว” จะหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง

 

หากยังจำกันได้ ก่อนเริ่มก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เคยมีข้อเสนอให้ก่อสร้างเป็นรถไฟทางคู่ ขนาดราง 1.435 เมตร วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม. ด้วยเหตุผลคล้ายกับที่กำลังมีการเสนอในวันนี้ คือเพื่อลดต้นทุนการก่อสร้าง แต่ท้ายที่สุด ประเทศไทยยังคงยืนยันมาตรฐานรถไฟความเร็วสูงไว้ได้

 

2. รถไฟทางคู่จะดึงผู้ใช้รถยนต์ออกจากถนนได้หรือไม่?

หัวใจของรถไฟความเร็วสูงคือ ประหยัดเวลา หากเวลาเดินทางไม่ต่างจากการขับรถมากนัก ประชาชนจำนวนไม่น้อยก็อาจยังเลือกใช้รถยนต์เหมือนเดิม โดยเฉพาะเส้นทางภาคตะวันออก ซึ่งมีทั้งมอเตอร์เวย์หมายเลข 7 และถนนสายหลักที่มีมาตรฐานสูง

 

ผลกระทบจึงอาจไม่ได้มีเพียงเรื่องการเดินทาง แต่รวมถึง จำนวนผู้โดยสารอาจต่ำกว่าที่คาด รายได้ของโครงการลดลง ความคุ้มค่าในการลงทุนลดลง การพัฒนาเมืองรอบสถานี (TOD หรือ Transit Oriented Development) ) อาจไม่เกิดเต็มศักยภาพ การเชื่อมโยงสนามบินทั้ง 3 แห่ง สูญเสียความได้เปรียบ การต่อขยายรถไฟความเร็วสูงไปยังจันทบุรี และตราด อาจขาดแรงจูงใจ เพราะเวลาการเดินทางไม่น่าสนใจ

 

สุดท้าย… ประเทศไทยอาจได้เพียง “รถไฟที่เร็วขึ้น” แต่ไม่ใช่ “รถไฟที่เปลี่ยนประเทศ”

 

3. อย่าลืม! วัตถุประสงค์ของรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

วัตถุประสงค์สำคัญของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เพื่อให้สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ทำงานเป็น “สนามบินเดียวกัน” ผ่านการเดินทางที่รวดเร็ว

 

เมื่อสนามบินดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิมีผู้โดยสารเต็มความจุ ผู้โดยสารก็สามารถเลือกลงที่สนามบินอู่ตะเภา แล้วเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วด้วยรถไฟความเร็วสูง 

 

แต่หากเวลาเดินทางด้วยรถไฟทางคู่ยาวนานขึ้นเกือบ 2 ชั่วโมง คำถามคือ นักท่องเที่ยวหรือผู้โดยสารสายการบิน จะยังยอมเลือกลงที่สนามบินอู่ตะเภาหรือไม่ หากคำตอบคือ “ไม่” เป้าหมายในการกระจายผู้โดยสารจากสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิไปยังสนามบินอู่ตะเภา ก็อาจไม่บรรลุผลอย่างที่ตั้งใจไว้

 

4. ประเทศอื่นเดินหน้า “รถไฟความเร็วสูง” แล้วไทยจะถอยหลัง?

เมื่อหลายสิบปีก่อน ผม (ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์) เคยมีโอกาสได้ไปร่วมวางแผนโครงการด้านคมนาคมขนส่งที่ประเทศอินโดนีเซียร่วมกับผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น ในสมัยนั้น ผมเคยนั่งรถไฟจากกรุงจาการ์ตาไปบันดุง ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จึงทราบดีว่าเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างล่าช้า

 

ปัจจุบัน อินโดนีเซียได้ลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูง Whoosh จากกรุงจาการ์ตา-บันดุง ระยะทางประมาณ 142 กม. วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. ทำให้เวลาเดินทางลดลงเหลือเพียงประมาณ 40-45 นาที เท่านั้น

 

อินโดนีเซียไม่ได้เลือก “ลดความเร็ว” เพื่อประหยัดงบประมาณ แต่เลือกลงทุนกับ “เวลา” เพราะเชื่อว่า เวลาคือ ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

ประเทศอื่นในเอเชียก็คิดเช่นเดียวกัน

 

ญี่ปุ่น เป็นผู้บุกเบิกรถไฟความเร็วสูงของโลกด้วยชินคันเซ็นตั้งแต่ปี 2507 และยังขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา ผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ได้มีโอกาสใช้บริการชินคันเซ็นอยู่เสมอ ทุกครั้งที่นั่งชินคันเซ็น ผมอดคิดไม่ได้ว่า “สักวันหนึ่งประเทศไทยก็น่าจะมีรถไฟความเร็วสูงแบบนี้” แต่เวลาผ่านไปกว่า 40 ปี… วันนี้ ประเทศไทยก็ยังไม่มีรถไฟความเร็วสูงให้คนไทยได้ใช้บริการ

 

เกาหลีใต้ ลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูง KTX ซึ่งวิ่งได้กว่า 300 กม./ชม. แม้จะมีระบบรถไฟเดิมอยู่แล้ว เพราะต้องการลดเวลาเดินทางระหว่างเมืองใหญ่

 

จีน ลงทุนสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงยาวกว่า 50,000 กม. มากที่สุดในโลก เชื่อมเมืองสำคัญทั่วประเทศ และยังมีแผนขยายเป็น 60,000 กม. ภายในปี 2573 เพราะมองว่าการลดเวลาเดินทางคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ… ไม่มีประเทศใดลดโครงการรถไฟความเร็วสูงให้เหลือเพียงรถไฟทางคู่ เพียงเพื่อประหยัดค่าก่อสร้าง เพราะทุกประเทศมองว่า ต้นทุนที่แท้จริง ไม่ใช่เงินที่ใช้สร้าง แต่คือ “โอกาส” ที่ประเทศอาจสูญเสียไปในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

 

5. บทสรุป

ประเทศไทยรอโครงการนี้มา 7 ปี สิ่งที่ประชาชนรอ ไม่ใช่เพียง “รถไฟสายใหม่” แต่คือ โครงสร้างพื้นฐานที่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

การลดต้นทุนเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่หากลดจนสูญเสีย “จุดขาย” ของโครงการ สุดท้ายเราอาจประหยัดเงินก่อสร้างได้หลายหมื่นล้านบาท แต่ต้องสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปหลายล้านล้านบาทในระยะยาว

 

รถไฟความเร็วสูง สร้างครั้งเดียว… แต่ใช้ไปอีกนับร้อยปี จึงไม่ควรถามเพียงว่า “วันนี้เราประหยัดได้เท่าไร?” แต่ควรถามว่า “อีก 50 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเสียโอกาสไปเท่าไร?”

 

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดการเมือง

เรื่องล่าสุด