กรมสรรพสามิตเผยผลปราบปราม เดือนพฤษภาคม 2569 จับกุม 3,206 คดี เร่งสกัดยาสูบผิดกฎหมาย หลังพบคดียาสูบสูงสุด

กรมสรรพสามิตเผยผลการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตทั่วประเทศ ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 สามารถจับกุมคดีได้รวม 3,206 คดี คิดเป็นค่าปรับกว่า 734.70 ล้านบาท และประมาณการค่าปรับรวม 4,073.85 ล้านบาท โดยพบว่าคดียาสูบยังคงเป็นการกระทำผิดที่พบมากที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 68.06 รองลงมาเป็นคดีสุรา ร้อยละ 25.39 แสดงให้เห็นถึงผลการขับเคลื่อนนโยบายปราบปรามเชิงรุกเพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายไม่ให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ดร. พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้นโยบายสำคัญ “ปราบปรามเชิงรุก ยุติวงจรผิดกฎหมาย” โดยมุ่งเน้นการดำเนินการเชิงรุกผ่านการวิเคราะห์และใช้ฐานข้อมูลในการพุ่งเป้าสืบสวนไปยังต้นตอและเครือข่ายขบวนการรายใหญ่ (Data Driven Enforcement) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามให้ครอบคลุมและตรงจุดมากยิ่งขึ้น โดยการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบเป็นหนึ่งในภารกิจของกรมสรรพสามิตนอกเหนือจากการจัดเก็บภาษี เพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัยให้แก่สังคม คุ้มครองผู้บริโภค และสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้กับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยดำเนินการอย่างครบวงจรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า ผลิต ขนส่ง จำหน่าย และกระจายสินค้าผิดกฎหมายในทุกช่องทาง รวมถึงการเฝ้าระวังและปราบปรามการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

สำหรับผลการจับกุมในเดือนพฤษภาคม 2569 กรมสรรพสามิตสามารถจับกุมคดีได้ รวม 3,206 คดี คิดเป็นค่าปรับกว่า 734.70 ล้านบาท โดยจำแนกเป็นรายประเภท ได้แก่
1. ยาสูบ จำนวน 2,182 คดี ค่าปรับ69.14 ล้านบาท ของกลางแบ่งเป็นยาสูบในประเทศ 13,687 ซอง และยาสูบต่างประเทศ371,958 ซอง
2. สุรา จำนวน 814 คดี ค่าปรับ 9.71 ล้านบาท ของกลางแบ่งเป็นสุราในประเทศ3,737.145 ลิตร และสุราต่างประเทศ 822.010 ลิตร
3. น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จำนวน48 คดี ค่าปรับ 1.75 ล้านบาท ของกลาง77,555 ลิตร
4. รถจักรยานยนต์ จำนวน 53 คดี ค่าปรับ 1.39 ล้านบาท ของกลาง 146 คัน
5. ไพ่ จำนวน 26 คดี ค่าปรับ 0.33 ล้านบาท ของกลาง 1,566 สำรับ
6. รถยนต์ จำนวน 21 คดี ค่าปรับ3.35 ล้านบาท ของกลาง 24 คัน
7. เครื่องหอมและเครื่องสำอางจำนวน 16 คดี ค่าปรับ 0.33 ล้านบาท ของกลาง 3,416 ขวด และหัวน้ำหอม 4,000 กิโลกรัม
8. เครื่องดื่ม จำนวน 13 คดี ค่าปรับ0.18 ล้านบาท ของกลาง 2,562.500 ลิตร
9. แบตเตอรี่ จำนวน 24 คดี ค่าปรับ2.13 ล้านบาท ของกลาง 15,506 ก้อน
10. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องดื่มจำนวน 4 คดี ค่าปรับ 0.03 ล้านบาท ของกลางเครื่องดื่มผง 60.420 กิโลกรัม

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2569 กรมสรรพสามิตได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายไม่ให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผลการจับกุมผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.37 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสามารถจับกุมได้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะคดียาสูบ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการลักลอบนำเข้าและหลีกเลี่ยงภาษีจำนวนมากหนึ่งในคดีสำคัญ ได้แก่ สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 7 ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี สามารถจับกุมคดียาสูบ ตรวจยึดบุหรี่ผิดกฎหมายรวม65,900 ซอง คิดเป็นภาษีที่รัฐสูญเสีย3,627,266.60 บาท และประมาณการค่าปรับสูงถึง 108,817,998 บาท

ในอีกกรณีหนึ่ง การจับกุมในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว โดยสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหาด สามารถตรวจยึดบุหรี่ผิดกฎหมาย จำนวน 56,560 ซองพร้อมรถยนต์กระบะบรรทุก 2 คัน คิดเป็นภาษีที่รัฐสูญเสีย2,845,632.25 บาท และประมาณการค่าปรับ42,684,483.75 บาท

นอกจากนี้ สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง จับกุมผู้กระทำผิดพร้อมบุหรี่ผิดกฎหมาย 10,630 ซอง บริเวณทางหลวงพิเศษ M6 จังหวัดนครราชสีมาคิดเป็นภาษีที่รัฐสูญเสีย 667,564 บาท และประมาณการค่าปรับ6,675,640 บาท

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมสรรพสามิตจะยังคงเดินหน้าปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยุติวงจรสินค้าผิดกฎหมาย สร้างความปลอดภัยให้ประชาชน และรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ


















