“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงค้างกว่า 60% คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี พร้อมถาม “เรามี กกต. ไว้ทำไม?”

วันที่ 16 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ขอขอบคุณ กกต. เสียงข้างน้อยทั้ง 2 ท่าน โดยเฉพาะนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน เพราะการเปิดเผยเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ
นางรัดเกล้า กล่าวว่า เมื่อพิจารณารายงานผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของ กกต. ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญขององค์กร คือ “การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม”
นางรัดเกล้า กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2567 กกต. อนุมัติงบดำเนินการในยุทธศาสตร์ที่ 1 จำนวน 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริงเพียง 20.48 ล้านบาท หรือ 39.88% ขณะที่ปีงบประมาณ 2568 งบประมาณในยุทธศาสตร์ดังกล่าวลดลงเหลือ 36.19 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริงเพียง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8% เท่านั้น
นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนคำถามสำคัญว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนมากขึ้น กกต. สามารถนำงบประมาณที่ได้รับจัดสรรไปใช้ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่ เพราะงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ย่อมต้องถูกตั้งคำถามถึงผลสัมฤทธิ์ของการใช้งบประมาณ
นอกจากนี้ ยังพบปัญหางานค้าง ต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีโครงการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2568 ยังมีอีก 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา
“เรื่องที่น่ากังวลไม่ได้มีเพียงงบประมาณที่เบิกจ่ายไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่ยังมีงานค้างสะสม และเมื่อเป็นองค์กรที่มีภารกิจโดยตรงในการกำกับดูแลการเลือกตั้ง ความล่าช้าของกระบวนการจึงมีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนโดยตรง” นางรัดเกล้ากล่าว
นางรัดเกล้ายังตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนคดีที่ กกต. ต้องดำเนินการ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจำนวน 162 คดี
แต่ในปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต. ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,938 คดี ขณะที่คดีที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,564 คดี หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าจากตัวเลข 162 คดีในปีก่อนหน้า
“แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องพิจารณาบริบทของปี 2568 ซึ่งมีการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมากยิ่งทำให้เราต้องกลับมาถามว่า ระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต. ได้รับการออกแบบให้รองรับภาระงานที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะในกระบวนการยุติธรรม ความล่าช้าย่อมส่งผลต่อสิทธิและความเชื่อมั่นของผู้เกี่ยวข้อง” นางรัดเกล้ากล่าว
นางรัดเกล้า กล่าวว่า ประเด็นทั้งหมดไม่ได้ต้องการโจมตี กกต. แต่ต้องการสะท้อนความเป็นห่วงต่อองค์กรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาชนต้องการเห็น กกต. เป็นองค์กรที่สามารถทำหน้าที่ควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอิสระ
พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ยังกล่าวถึงกรณีการพิจารณาคดีฮั้ว สว. ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน โดยระบุว่า การที่ กกต. เสียงข้างน้อยออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติอย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่ประชาชนควรได้รับทราบ และเป็นส่วนสำคัญของความโปร่งใสในการทำงานขององค์กรอิสระ
“วันนี้เราไม่ควรตั้งคำถามเพียงว่า กกต. มีความเป็นอิสระหรือไม่ แต่ต้องถามด้วยว่า กกต. สามารถใช้อำนาจและทรัพยากรที่ได้รับมาเพื่อทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญได้เต็มประสิทธิภาพเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือองค์กรที่ทำงานได้จริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเลือกตั้ง” นางรัดเกล้า กล่าว
นางรัดเกล้า กล่าวทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยต้องการยกระดับมาตรฐานประชาธิปไตยและเดินหน้าเข้าสู่มาตรฐานสากล การทำให้กระบวนการเลือกตั้งมีความสุจริต เที่ยงธรรม และน่าเชื่อถือ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และ กกต. คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของกระบวนการดังกล่าว

















