<ตัดอ้อย>

ปลายปี พ.ศ. 2545 ผมไปเป็น ผกก.สภ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ภ.3
นั่งรถตรวจตระเวณทั้ง 6 ตำบล 70 หมู่บ้าน
ในตัวอำเภอ ชาวบ้านประกอบอาชีพค้าขาย ทั้งวัสดุอุปกรณ์ พืชไร่ ร้านอาหาร ร้านขายยา ฯลฯ เป็นที่ตั้งของส่วนราชการระดับอำเภอ
รอบนอกอำเภอ ชาวบ้านส่วนมากเป็นเกษตรกร และชาวนา ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง เป็นหลัก

เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ผมเดินทักทายวิสาสะกับประชาชนบริเวณตึกแถวและตลาด ในตัวอำเภอ มีเศษเขม่าสีดำลอยคลุ้งเต็มไปหมดในอากาศ เมื่อตกมาถูกเนื้อต้องตัว ปรากฎว่าลักษณะเหมือนใบไม้รูปเรียวยาว คล้ายใบอ้อยหรือใบไผ่
ด.ต.ชาญ กับ ด.ต.ยาว พลขับคู่ใจช่วยกันอธิบายว่า<ชาวบ้านเขาเผาอ้อยครับ>
ผมถามว่า<เผาเพื่ออะไรล่ะ>
พลขับตอบว่า<ใบอ้อยมันเหนียว คม ตัดยาก เขาเลยเผาใบมันทิ้ง จะได้ตัดง่าย ๆ ครับ>
ผมถามต่อ<อ้าว แล้วต้นอ้อยไม่ถูกเผาไปด้วยหรือ>
คำตอบจากพลขับ ผู้ชำนาญพื้นที่<ก็ถูกเผาด้วย แต่เขาก็ขายได้ครับ>

ผมเริ่มพูดคุยกับชาวบ้านร้านตลาดเรื่องนี้ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า<เดือดร้อนมาก เสื้อผ้าที่ตากไว้เปื้อนหมด บางครั้งก็ลอยเข้าไปในอาคารบ้านเรือน ทำให้เปรอะเปื้อนสกปรก กินอาหารอยู่ในร้าน ลมยังพัดปลิวตกมาใส่จานอาหาร เป็นอย่างนี้ทุกปีที่มีการตัดอ้อย>
ผมถามผู้ปลูกอ้อย ผู้ปลูกอ้อยตอบว่า<ต้องเผาครับ ไม่งั้นตัดใบยาก ถ้าเผาแล้ว ค่าจ้างตัดใบถูก แต่ถ้าไม่เผา ไม่มีใครอยากรับจ้างตัด เพราะใบอ้อยเหนียว ตัดยาก และบาดมือ บาดแขน บาดตัว ต่างหาก>
ผมถามต่อ เพราะอยากรู้<แล้วอ้อยสดกับอ้อยเผาไฟ ขายราคาต่างกันมากมั้ย>
ผู้ปลูกอ้อย ตอบว่า<อ้อยสด ได้ราคาดีกว่า ส่วนมากจะมีอุปกรณ์ เช่นรถตัดอ้อย ส่วนอ้อยเผา จะได้ราคาต่ำกว่า แต่ข้อดีคือ โรงงานจะรีบซื้อเพราะกลัวอ้อยจะเสีย>
ผมถามโรงงานน้ำตาลชื่อดังแห่งหนึ่งในภาคอีสาน<อ้อยสดกับอ้อยเผาไฟ ต่างกันอย่างไรครับ>
คำตอบ<อ้อยสดจะได้ค่าความหวานได้ราคามากกว่าอ้อยเผาไฟ>
ผมสงสัย จึงถามต่อว่า<ทำไมไม่แนะนำให้ชาวบ้านผู้ปลูกอ้อย ตัดอ้อยสดขายล่ะครับ>
ตอบว่า<ทั้งบอก ทั้งแนะนำ ชาวบ้านน่ะอยากตัดอ้อยสดขาย แต่หาคนตัดยากครับ>
ผมถามเกษตรกรอำเภอ<การเผาอ้อย ทำให้เกิดความเสียหายอย่างไรต่อการเกษตรกรรมครับ>

คำตอบชวนสะดุ้ง<ถ้าเผาซ้ำซาก เผาเป็นประจำติดต่อกัน ดินจะไม่ฟื้นตัว แร่ธาตุต่าง ๆ ตามธรรมชาติจะถูกทำลายหมด ดินจะเสียถาวรและอนาคต จะไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้อีกแน่นอนครับ>
ผมนำข้อมูลที่ได้มา เริ่มศึกษาด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดผลดีที่สุดแก่ทุกฝ่าย
ผมจัดประชุมร่วมระหว่างโรงงานน้ำตาล ผู้ปลูกอ้อยและผู้รับจ้างตัดอ้อย ที่ห้องประชุมโรงพัก ได้ข้อสรุปดังนี้
ชี้แจง พูดอธิบายชาวบ้านผู้ปลูกอ้อยว่า ถ้าขายอ้อยสด จะได้ราคาดีกว่าอ้อยเผา และอ้อยเผาถ้าขายได้ช้า ก็จะเน่าเสียหายไม่ได้ราคา
เพิ่มค่าแรงผู้ตัดอ้อยสด โดยให้สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้ายางหุ้มข้อ โพกหัวพันหน้า เปิดข่องตากับจมูกไว้ เพื่อกันใบอ้อยบาด
ค่าแรงตัดอ้อยสดที่เพิ่มขึ้น จะได้คืนจากราคาขายอ้อยที่สูงขึ้น และยังอาจจะได้เงินเพิ่มกว่าเก่าอีกด้วย
โรงงานจะเน้นรับซื้ออ้อยสดมากกว่าอ้อยเผา เพราะได้ค่าความหวานมากกว่า
การเผาอ้อยก่อให้เกิดมลภาวะต่อคนอื่น ๆ ทำให้สภาพแวดล้อมเสียหาย
การเผาที่ซ้ำซากเป็นประจำ จะทำให้ที่ดินบริเวณนั้นถูกทำลายแร่ธาตุตามธรรมชาติไปอย่างถาวร
การเผาอ้อยนั้น อาจเป็นความผิดตามกฎหมาย แม้จะเป็นอ้อยของตนเองก็ตาม ถ้าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อทรัพย์สินผู้อื่น<ไร่อ้อยข้างเคียง>และมีอัตราโทษค่อนข้างรุนแรง

ผมขอเสนอให้ผู้ปลูกอ้อยทุกคน ตัดอ้อยโดยไม่เผาไฟ และขอให้โรงงานให้ความร่วมมือในการรับซื้ออ้อยสด
สรุปส่งท้าย ถ้ามีการเผาอ้อยในพื้นที่ของผู้ใด ผมจะสำรวจตรวจสอบ ถ้าเข้าข้อกฎหมาย จะดำเนินคดีทุกราย
ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกพวก เข้าใจในสิ่งที่ผมประชุมชี้แจงแต่จะเป็นรูปธรรมหรือไม่ รอดู
ผมเขียนโครงการ <คืนผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ให้กับละหานทราย>แล้วเสนอไปยัง ผวจ.บุรีรัมย์
ผวจ. เห็นชอบด้วย และให้อุตสาหกรรมจังหวัด เข้ามาร่วมเป็นคณะทำงานด้วย
หลายเดือนผ่านไป ได้รับความร่วมมือด้วยดี จากผู้ปลูกอ้อย
ขาวบ้านร้านตลาด ไม่บ่นเรื่องเขม่าใบอ้อยอีก

เช้าวันหนึ่ง ของเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 ขณะที่ผมยังนอนอยู่ที่บ้านพัก ข้าง ๆ สภ. ละหานทราย
ข่าวภาคเช้าของวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ที่เปิดผ่านลำโพงเสียงตามสายของเทศบาล เสียงดังมาก ได้ยินทั่วกัน
<มีการพูดถึงนโยบายการตัดอ้อยโดยไม่เผา ของ รมว. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สำคัญ คือมีคำพูด บางข้อความ บางคำ ตรงกับที่ผมเขียนโครงการเสนอ ผวจ. ไป เช่น ค่าความหวาน ดินเสียถาวร มลภาวะ และยังผิดกฎหมายอีกด้วย>
ผมคงไม่ได้ฝันไปว่า ที่ รมว. พูดนั้น มีพื้นฐานไปจากโครงการที่ผมนำเสนอ ผวจ. ส่วน ผวจ. จะเสนอใครต่อไป ผมไม่ทราบ
อ่านแล้วอยากวิพากษ์วิจารณ์ หรือนินทาว่าร้ายอะไรก็ได้ ว่า<เป็นตำรวจ แล้วไปยุ่งเรื่องของขาวบ้านเขาทำไม>
นายกิตติ กิตติโชควัฒนา ผวจ.ยะลา เคยพูดกับผมว่า<การใดแม้ไม่ใช่หน้าที่ ถ้าเป็นสิ่งที่ดีก็ควรจะทำ>
อย่างน้อยผมก็ยังภาคภูมิใจ ที่ได้ทำตามอุดมคติตำรวจ
ข้อ 2
<กรุณาปรานีต่อประชาชน>
ข้อ 6
<มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน>
ข้อ 8
<กระทำการด้วยปัญญา>
พล.ต.ต.ไอยศูรย์ สิงหนาท
















