การเมือง

ดีครับ! รถไฟฟ้า 17-45 บาท แต่รัฐต้องไม่เสียค่าโง่


15 ตุลาคม 2026, 10:33 น.

 

ดีครับ! รถไฟฟ้า 17-45 บาท

แต่รัฐต้องไม่เสียค่าโง่

 

ผมดีใจที่รัฐบาลเตรียมเริ่มใช้นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เพราะจะช่วยลดภาระค่าเดินทางของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางต่อรถไฟฟ้าหลายสาย

 

แต่จะใช้นโยบายนี้ได้นานแค่ไหน ยังไม่มีความชัดเจน เพราะต้องใช้เงินอุดหนุนจากรัฐ

 

ผมมีข้อห่วงใย 3 เรื่อง คือ (1) รัฐต้องใช้เงินภาษีเท่าไรในระยะยาว (2) จะหาเงินจากไหนมาช่วย และ (3) หากผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจนรายได้จากค่าโดยสารเพิ่มขึ้นด้วย รัฐจะได้รับประโยชน์กลับมาอย่างไร

 

การช่วยค่าโดยสารเป็นเรื่องดี แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ช่วยประชาชนในวันนี้ แล้วสร้างภาระให้รัฐในวันข้างหน้า

 

1. ค่าโดยสาร 17-45 บาท เหมาะสมกว่า 40 บาทตลอดวันหรือไม่?

ผมเห็นว่าแนวทาง 17-45 บาทมีเหตุผล เพราะช่วยลดค่าเดินทางของประชาชนได้พอสมควร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า และจะใช้งบอุดหนุนน้อยกว่าการกำหนดค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวัน ซึ่งเคยเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย 

 

ลองดูตัวอย่าง หากปัจจุบันผู้โดยสารเสียค่าโดยสารสายสีเขียวสูงสุด 65 บาทต่อเที่ยว และเดินทางไปกลับวันละ 2 เที่ยว จะเสียเงิน 130 บาทต่อวัน

 

หากใช้อัตราค่าโดยสารใหม่ โดยจ่ายไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ผู้โดยสารจะจ่ายไม่เกิน 90 บาทต่อวัน ประหยัดได้สูงสุด 40 บาทต่อวัน

 

แต่หากกำหนดให้เดินทางได้ไม่จำกัดเที่ยวในราคา 40 บาทตลอดวัน ผู้โดยสารคนเดียวกันจะจ่ายเพียง 40 บาทต่อวัน ส่วนต่างที่รัฐต้องรับภาระในตัวอย่างนี้จะสูงถึง 90 บาท

 

ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเปรียบเทียบ เพื่อแสดงให้เห็นว่า การลดค่าโดยสารแต่ละรูปแบบทำให้รัฐมีภาระไม่เท่ากัน

 

รัฐบาลจึงต้องพิจารณาทั้งประโยชน์ที่ประชาชนได้รับและต้นทุนที่รัฐต้องจ่าย ไม่ใช่ดูเพียงว่าค่าโดยสารถูกลงมากแค่ไหน

 

2. งบ 5,800 ล้านบาท ต้องเปิดเผยรายละเอียด

จากข่าวล่าสุดที่รายงาน กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอขอใช้งบกลางวงเงิน 5,800 ล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการ โดยตั้งเป้าเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2570

 

ขอย้ำว่า วงเงินดังกล่าวเป็นงบที่เตรียมเสนอขออนุมัติ ไม่ใช่งบที่อนุมัติแล้ว

 

ผมขอเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมเปิดเผยรายละเอียดการคำนวณอย่างน้อย 3 เรื่อง

(1) คาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้สิทธิกี่คน และเดินทางกี่เที่ยวต่อวัน?

(2) คำนวณส่วนต่างค่าโดยสารที่รัฐต้องจ่ายได้อย่างไร?

(3) หากผู้โดยสารมากกว่าที่คาดไว้ รัฐจะต้องใช้งบเพิ่มอีกเท่าไร?

 

ตามรูปแบบที่มีการรายงาน ผู้โดยสารจะจ่ายค่าโดยสารเต็มก่อน แล้วรัฐคืนส่วนต่างผ่านแอปเป๋าตัง

 

เงินจำนวนนี้เป็นเงินภาษีของประชาชน จึงต้องเปิดเผยที่มาและวิธีคำนวณให้ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงประกาศวงเงินแล้วให้ประชาชนเชื่อว่าคำนวณมาอย่างเหมาะสมแล้ว

 

3. คนกรุงเทพฯ ได้ประโยชน์ แล้วคนต่างจังหวัดล่ะ?

ผมเห็นด้วยกับการที่รัฐช่วยค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพราะสามารถลดภาระค่าเดินทางของประชาชน แต่เมื่อใช้งบประมาณจากภาษีของคนทั้งประเทศ รัฐก็ควรคำนึงถึงภาระค่าเดินทางของประชาชนในต่างจังหวัดด้วยเช่นเดียวกัน

 

ที่ผ่านมา โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เคยช่วยค่าเดินทางของคนทั่วประเทศ ไม่ใช่ช่วยเฉพาะคนกรุงเทพฯ เท่านั้น โดยการอุดหนุนค่าเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรวมทั้งรถไฟฟ้าตามเงื่อนไขที่กำหนด

 

ดังนั้น ผมไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่เคยช่วยคนต่างจังหวัด แต่คำถามคือ หากรัฐบาลต้องการช่วยลดภาระค่าเดินทางอย่างต่อเนื่อง จะทำอย่างไรให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างเป็นธรรม?

 

ผมอยากเห็นรัฐบาลวางแผนระยะยาว ไม่ใช่พึ่งงบกลางเป็นครั้งๆ ไป โดยไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าจะช่วยใคร และจะหาเงินจากไหนมาดำเนินการต่อเนื่อง

 

4. ผู้โดยสารเพิ่ม รายได้เพิ่ม รัฐต้องได้ประโยชน์ด้วย

นี่คือประเด็นที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด!

 

เมื่อค่าโดยสารถูกลง ประชาชนอาจหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น และอาจทำให้รายได้รวมจากค่าโดยสารเพิ่มขึ้นด้วย

 

ที่ผ่านมา รฟม.เคยรายงานว่าจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ได้แก่ สายสีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง และสีชมพู เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีมาตรการไทยช่วยไทย พลัส 60/40

 

อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรสรุปว่ามาตรการ 17-45 บาทจะทำให้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เพราะเงื่อนไขและรูปแบบส่วนลดแตกต่างกัน

 

สิ่งที่รัฐต้องทำคือ เปรียบเทียบจำนวนผู้โดยสาร รายได้จากค่าโดยสาร และต้นทุนการเดินรถก่อนและหลังใช้มาตรการ เพื่อให้ทราบว่ารัฐและเอกชนได้รับประโยชน์อย่างไร

 

หากรายได้เพิ่มขึ้นจริง ผมเห็นว่ารัฐควรเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทาน เพื่อให้รัฐได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐรับภาระค่าใช้จ่ายในการช่วยประชาชน แต่เอกชนได้รับประโยชน์จากรายได้ส่วนเพิ่มโดยที่รัฐไม่มีหลักเกณฑ์รองรับ

 

ผมไม่ได้หมายความว่ารัฐจะยึดรายได้ของเอกชนได้ทั้งหมด เพราะต้องคำนึงถึงเงื่อนไขสัญญาสัมปทานเดิม แต่รัฐควรตรวจสอบว่ามีช่องทางเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ หรือปรับหลักเกณฑ์ในอนาคตได้อย่างไร หรือไม่

 

หากทำได้ ก็จะช่วยลดภาระเงินอุดหนุนของรัฐ และทำให้นโยบายนี้มีความยั่งยืนมากขึ้น

 

5. สรุป: ช่วยค่าโดยสารรถไฟฟ้าได้ แต่อย่าให้รัฐจ่ายโดยไม่รู้จบ

ผมเห็นด้วยกับนโยบายรถไฟฟ้า 17-45 บาท เพราะช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชน แต่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าจะใช้เงินอุดหนุนเท่าไร จะหาเงินจากไหนในปีต่อ ๆ ไป และจะรักษาผลประโยชน์ของรัฐอย่างไร หากจำนวนผู้โดยสารและรายได้จากค่าโดยสารเพิ่มขึ้น

 

อย่าให้ประชาชนจ่ายค่าโดยสารถูกลงในวันนี้ แต่คนไทยทั้งประเทศต้องแบกรับภาระภาษีเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่มีแผนรองรับ

 

รัฐบาลต้องเปิดเผยตัวเลข วางแผนแหล่งเงินระยะยาว และกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์ให้ชัดเจน

 

เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้รถไฟฟ้าถูกลง แต่ต้องทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ รัฐต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่า และนโยบายนี้ต้องดำเนินต่อไปได้โดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็น

 

ช่วยค่าโดยสารรถไฟฟ้า ผมเห็นด้วย แต่เงินภาษีทุกบาทต้องคุ้มค่า และถ้ารัฐต้องจ่ายเงินช่วยเหลือ ก็ต้องคิดให้ครบทั้งวันนี้และวันข้างหน้า

 

แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ เห็นด้วยหรือไม่ว่า รัฐต้องเปิดเผยต้นทุนและวางหลักเกณฑ์ให้รัฐได้รับประโยชน์กลับมาจากเอกชนอย่างเป็นธรรมด้วย?

 

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดการเมือง

เรื่องล่าสุด