สังคม “ลมใต้ปีก” ประจำวันศุกร์ที่ 2 มกราคม พุทธศักราช 2569

ปีงูเล็กผ่านไป…ม้าใหญ่คะนองคึกคัก ขานรับ “ปีมะเมีย” 2569 จะเป็นปี “ม้าทอง” หรือ “ม้าเทา” ต้องดูไปข้างหน้า ปฏิทินก้าวย่าง ความสัมพันธ์ ระหว่างไทย- กัมพูชา จะเดินต่อไปอย่างไร ?…ทบทวน “MOU -43” หรือไม่ ยังไม่มีข้อยุติ….ผลจากการสู้รบรอบสอง ฝ่าย “เขมร-ฮุนเซน” เสียหายหนัก ไทยยึดดินแดน กลับคืนได้ “เกือบหมด” โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์สำคัญ… การหยุดยิงครั้งนี้ ไม่ได้เป็นจุดจบความขัดแย้ง..ความจริงใจในการปฏิบัติตาม “ข้อตกลง ” คือบทพิสูจน์ ที่ต้องดูกันต่อไป….000 “รากไม้” ร้ายมาก ทหารไทย เคลียร์ฐาน ทหารเขมร พบ “แอบขุดอุโมงค์” ใต้ดินขนาดใหญ่ “ขยายพื้นที่ซับซ้อน” ทอดยาวเหยียด เกิดจาก “เจาะสกัดชั้นหิน” มีห้องหลบภัย แข็งแรงทนทาน ภายในถํ้า.. เตรียมการมามิดชิด ยาวนาน… 000
“ไทย -กัมพูชา ” สามารถบรรลุข้อตกลง หยุดยิงได้ ” นับเป็นสัญญานบวก ” จากสถานการณ์ ตึงเครียด แนวชายแดนระดับหนึ่ง…จากนี้ไป “ปัญหาทุ่นระเบิด!” รัฐบาลกัมพูชา “ต้องรับผิดชอบ” อย่างเป็นรูปธรรม..ปัญหารากเหง้า สำคัญคือ “สแกมเมอร์” ที่ต้องรีบ สะสางจัดการอย่างรีบเร่ง….000

มีการประเมิน งบประมาณ “ค่าใช้จ่าย” การสู้รบกับ “กัมพูชา”.. แค่ 5 วันใช้งบประมาณ กว่า “หมื่นล้านบาท” เฉลี่ยวันละ “2 พันล้าน”...ทหารที่ออกไปรบ ทั้งค่าเงินเดือน, บาดเจ็บ, ค่าฝึกทดแทน, ค่าปฏิบัติการ, เครื่องบินรบ จรวด, นํ้ามัน โลจิสติคต่างๆ ฯลฯ… “เครื่องบินรบ F -16 บินชั่วโมงละ 7 แสน 5 หมื่นบาท”… แค่ขึ้นบิน ไม่รวม “ระเบิดลูกละกว่าล้าน” แล้วแต่ขนาด กระสุนปืน ที่รัวยิง. ปืนใหญ่ ถือว่ายังถูกกว่ากับค่า “อธิปไตยของชาติ”….000 หากเปรียบเทียบกับ “สงครามยูเครน” นับกันไม่หวาดไหว “สูงกว่าไทย 10 เท่า” เพราะเป็นสงครามใหญ่กว่า… “ยูเครน” วันละ 6 พันล้าน “รัสเซีย” วันละ 2 หมื่นล้าน.. เห็นจำนวนตัวเลข มหาศาล แต่บางมุมโลก ยังมี “สงคราม” ต่อเนื่องเป็นระยะ… 000
“การเมืองไทย” ถึงวันนี้ยังพายเรือในอ่าง ไม่จบสิ้น !... “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” สามพรรค ทั้ง “ภูมิใจไทย – พรรคประชาชน – พรรคเพื่อไทย “รู้กันว่า ล้วนแต่เป็น” ร่างทรง “ของคนอยู่เบื้องหลังส่งเข้าประกวด ทั้งสิ้น…“อนุทิน” มี “เนวิน ชิดชอบ” ยืนทะมึนกำกับอยู่.. “เท้ง ณัฐพงษ์” ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจาก เจ้าของพรรค “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” โอกาสก้าวขึ้นมา แสนยากนัก !… ส่วน “ยศชนัน” ไม่ต่างกับ “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” ซึ่ง “ทักษิ” และตระกูลชินวัตร ยังไม่ทอดทิ้ง พรรคเพื่อไทย ” ระบบท่อนํ้าเลี้ยง” ยังดำเนิน อยู่ต่อไป… 000 ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ รายชื่อ “แคนดิเดตนายกฯ” ที่ปรากฏออกมา เป็นเพียงการเสนอชื่อ ตามกฏหมายกำหนด โอกาสเบียด “ขึ้นเป็นนายกตัวจริง” มีเปอร์เซ็นต์ตํ่ามาก….000
“พรรคเพื่อไทย “ ยังมีรากฐานแน่น 70-80 คนคาดว่า ยังมีสัดส่วน ไม่หายไปไหน ? เพราะต้องประคอง สถานะ เอาไว้ก่อน….000

“พรรคประชาชน” ยังคงมีความได้เปรียบ ด้วย “พลังคนหนุ่ม-สาว” สถานะที่ไม่เคยเป็นรัฐบาล ความผิดพลาดต่างๆ มีน้อย กว่าพรรคอื่น… ยังคงมีแรงส่งทางการเมืองที่แน่นหนาของอุดมการณ์… ว่ากันว่า โอกาสร่วมกับ “ภูมิใจไทย” จัดตั้งรัฐบาล ยังไม่ปิดประตูตาย เสียทีเดียว ..คำว่า “ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูที่ถาวร” ยังคงมากด้วย มนต์ขลัง บนเวทีต่อสู้ทางการเมือง อยู่เสมอ….000
ปัญหา “พรรคประชาชน” คือความขัดแย้ง ภายในพรรค จุดยืนที่ไม่ตรงกัน.. ครั้งนี้ จะกวาดคะแนนรวม “คงยาก !”…ครั้งที่แล้ว คนจำนวนมาก เลือก “พรรคส้ม” แทบไม่รู้เลยว่า เขตของตัวเอง “เป็นใคร?” มีภูมิหลังอย่างไร ? นโยบาย “มีลุงไม่มีเรา” ไม่ได้ชนะ เพราะความซับซ้อนของนโยบาย… ชนะเพราะคำตอบของยุคสมัย “คนเบื่อหน่าย 3 ลุง!”….000

“พรรคภูมิใจไทย” กล่าวถึงบทบาท ตัวตนของ “อนุทิน” มีข้อได้เปรียบ ในสถานะ “สหพันธ์บ้านใหญ่”… ที่ผ่านมา แม้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ระยะสั้น แต่ “อนุทิน” ยังใช้ “ความลงตัวทางการเมือง” และความเข้มแข็ง ของ “กองทัพ” ผสมผสาน อย่างเหมาะเจาะ.. เพราะรู้ว่า “กองทัพ” อยู่ในสถานภาพ ได้รับ “คะแนนนิยม จากประชาชนพุ่งสูง”… หลังการสู้รบรอบแรก และรอบสอง “อนุทิน” เป็นฝ่ายสนับสนุนกองทัพ ทุกด้าน ทั้งนโยบาย และเรื่อง งบประมาณ… ทำให้ภาพจำ ของเขา และผู้นำเหล่าทัพ อยู่ด้วยกัน “เป็นที่คุ้นชิน” ในสายตาประชาชน… 000
“อนุทิน” ใช้ความได้เปรียบ “วางเครือข่าย” ไว้ทุกจุด ในกลไก “อำนาจ” เชื่อว่าน่าจะได้ถึง 140-150 เสียง… 000 อย่างไรก็ตาม “อายุรัฐบาลใหม่” จะอยู่ไม่ครบ 4 ปี… จากสถิติรัฐบาลพลเรือน ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีน้อยมากที่อยู่ครบเทอม ท่ามกลางสถานะที่ดำรงอยู่… 000

















