<ผู้พิพากษา ตำรวจ พระ>
ตอนที่ 1
<เล่าเรื่องเหล้า>

นายตำรวจยศ ร.ต.อ. นายหนึ่ง เป็นอดีต รอง สวส.สน.พญาไท ต่อมาได้เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเดชอุดม
ผมอดีต รอง สวส.สน.พญาไท ยุคเดียวกัน เป็น ผกก.สภ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี
หลวงพ่อเอนก เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าไทรงาม สาขาที่ 10 ของวัดหนองป่าพง อยู่ที่ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี

ตอนบ่ายวันหนึ่ง หัวหน้าศาลฯ โทรศัพท์มาหาผม พูดว่า
<พี่ไอยศูรย์ เมื่อกลางวันนี้ ลูกน้องผมนั่งกินเหล้ากับลูกน้องพี่ คนที่ทำหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหาที่ศาล ที่ร้านอาหารข้างที่ทำการศาล แล้วลูกน้องผม
ได้เอาปืนจากโต๊ะทำงานของลูกน้องพี่ ไปจี้จ่าศาล เพราะเคยมีเรื่องกันมาก่อน ผมสั่งดำเนินคดีกับลูกน้องผมไปแล้ว พี่ว่าไง จะเอายังไงกับลูกน้องพี่>
ผมฟังเสร็จ ตอบหัวหน้าศาลฯ ไปว่า
<ลูกน้องผม เดี๋ยวผมจัดการเอง แล้วจะแจ้งให้ทราบครับ>
ผมให้ สวป.ฯ ไปนำตัวตำรวจที่ทำหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหาที่ศาลมาพบที่ห้องทำงาน
มี 4 นาย แต่งเครื่องแบบ กลิ่นเหล้าเหม็นคลุ้งไปทั้งห้องทำงาน
ผมมองหน้าเรียงคน รู้สึกสลดใจเหลือเกินกับสภาพที่เห็น

ผมพูดว่า
<ผมเคยบอกเคยอบรมไปแล้วทุกครั้งในเวลาประชุมว่า ให้รักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และขณะสวมเครื่องแบบ ทำไมถึงไม่เชื่อฟัง กลับกินเหล้าเมายากันทั้งเครื่องแบบ และยังอยู่ในช่วงเวลาปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย>
ด.ต. ที่อาวุโสกว่าเพื่อน ตอบผม แทนทุกคนว่า
<พวกผมเคยโดนขังมาแล้ว ก่อนผู้กำกับฯ มาอยู่ที่นี่ ถ้าจะโดนขังอีกรอบก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้ขั้นอยู่ดีครับ>
พูดไปก็ยืนโงนเงนไป แทบประคองตัวไม่อยู่
คงพูดกันไม่รู้เรื่อง ผมกำชับตำรวจขี้เมาทั้ง 4 นายให้แต่งเครื่องแบบมาพบผมในเช้าวันรุ่งขึ้น เวลา 09.00 น. ที่ห้องทำงาน
ให้ สวป.ฯ เอาทั้ง 4 นาย ไปส่งที่บ้านพัก จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นไปทำหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหาที่ศาลแทน

เช้าวันรุ่งขึ้น ตรงเวลาเป๊ะ 4 ตำรวจมาพบตามคำสั่ง
แต่งเครื่องแบบเรียบร้อย หลงเหลือกลิ่นเหล้าอยู่บ้าง แต่นัยน์ตาแดงกร่ำ
ผมพูดว่า
<เมื่อวานพูดท้าทายผม จะขังก็ไม่เป็นไร แต่ผมไม่ขังนะ>
พูดไม่ทันจบ ทั้ง 4 นาย รีบยกมือไหว้พูดเกือบพร้อมกัน
<ขอบคุณครับผู้กำกับฯ>
ผมพูดต่อ
<ผมยังพูดไม่จบ>
ผมให้ ด.ต. สุดี ตำรวจหน้าห้องไปแจ้งจ่ากอง ให้เอาระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดีมา แล้วเปิดเรื่องความประพฤติและระเบียบวินัย พร้อมบทลงโทษถ้ามีการฝ่าฝืน
ผมพูดเสียงดังว่า
<อ่านซิ อ่านออกเสียงดัง ๆ จะได้รู้ว่าที่ผมไม่ขังเพราะอะไร>
ตำรวจทั้ง 4 นาย น่าจะสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง ไม่มีใครอ่านออกเสียงสักคน
ผมจ้องหน้าทั้ง 4 นายเขม็ง พูดว่าเสียงดังกว่าเดิมว่า
<อ่านเดี๋ยวนี้>
ตำรวจทั้ง 4 นาย อ่านออกเสียงไม่พร้อมกัน กระท่อนกระแท่นด้วยความกลัวและความตกใจ คงคิดไม่ถึงว่า บทลงโทษตามระเบียบจะหนักถึงเพียงนี้
<ดื่มสุราหรือมีอาการมึนเมาสุราขณะปฏิบัติหน้าที่ ให้ออกจากราชการ>
ผมสั่งจ่ากอง
<จ่ากอง ออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามระเบียบ>
ตำรวจทั้ง 4 นาย เข่าอ่อนแทบทรุดตัวลงกับพื้น แล้วก็ทรุดลงจริง ๆ ยกมือไหว้พูดเสียงสั่นเครือ
<ผู้กำกับฯ ครับ พวกผมขอโทษครับ ไม่เคยรู้เลยว่าระเบียบมีบทลงโทษที่หนักแบบนี้พวกผมจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้วครับ>
ผมทำตาดุ พูดเสียงดังต่อไปว่า
<ความผิดชัดเจน ช่วยไม่ได้ และหัวหน้าศาลฯ ก็ดำเนินคดีกับลูกน้องไปแล้ว ปืนของใคร ที่เขาเอาไปจี้จ่าศาล>
มีนายหนึ่งพูดขึ้น
<ของผมเองครับ เอาไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน เขาคงสังเกตุเห็นว่า ผมมีแต่ซองปืนคาดเข็มขัดอยู่ ผมไม่รู้ว่าเขาเอาไปครับ>
ผมรุกไล่ต่อทันที
<อยู่ที่คณะกรรมการสอบสวนจะเสนอมาออกไปได้>
ไม่มีใครขยับ ไม่มีใครออก พากันพูดกับผมว่า
<ช่วยพวกผมด้วยเถอะครับ พวกผมไม่มีที่พึ่งแล้วครับผู้กำกับฯ>
ผมมองหน้าแต่ละนาย พากันก้มหน้าหลบสายตา บางนายมีหยดน้ำตา
ผมมีแผนการในใจอยู่แล้ว จึงพูดว่า
<กลับไปบ้าน บอกพ่อแม่ ลูกเมีย ญาติพี่น้องที่พักอยู่ด้วยกันทุกคน วันพรุ่งนี้สามโมงเช้า มาพบผมที่ห้องทำงานนี้ ขอย้ำให้มาทุกคน ใครทำงานก็ให้ลาครึ่งวัน ลูกหลานไปเรียนหนังสือก็ต้องให้ลาครึ่งวัน ห้ามขาดแม้แต่คนเดียว ผมอยากจะพูดคุยกับทุกคน ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจ จะได้ไม่ต้องมานินทาผมลับหลัง ไปได้>
ทั้ง 4 นายรับปากเกือบพร้อมกัน
<ครับผู้กำกับฯ>
พูดแล้วทำท่าจะก้มลงไหว้อีก แต่ผมห้ามไว้
<ช่วยพวกผมด้วยนะครับ>
คือคำพูดส่งท้ายจากทั้ง 4 นาย
…
ตอนที่ 2
<เล่าเรื่องพระ>

เช้าวันต่อมา ตำรวจทั้ง 4 นาย พร้อมพ่อแม่ลูกเมียและญาติ ๆ มาตามนัดหมายจนเต็มห้อง
ผมพูดขึ้นว่า
<ต้องขอโทษที่เชิญทุกคนมา อาจจะเสียเวลาทำงาน เสียเวลาเรียน แต่ผมจำเป็นต้องพูดให้ทุกคนเข้าใจ>
ทุกคนมองผม เงียบ แต่สีหน้าว้าวุ่นกังวลจนเด่นชัด
ผมพูดต่อ
<ตำรวจทั้ง 4 นายนี้ ดื่มสุราขณะปฏิบัติหน้าที่ เมาสุราขณะปฏิบัติหน้าที่ โทษตามระเบียบคือ ให้ออกจากราชการ>
มีเสียงพูดซุบซิบเบา ๆ หันหน้ามองกันไปมา
ผมพูดต่อ
<การออกจากราชการนั้น ต้องเสียสิทธิ์ที่มีทุกอย่าง เช่นบ้านพักหลวงหรือแฟลตตำรวจ ที่เคยอยู่ ก็อยู่ไม่ได้ เบิกค่าเล่าเรียนไม่ได้ เบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ เมื่อจะต้องออกจากบ้านพักหรือแฟลต จึงไม่ได้ออกเฉพาะตำรวจคนเดียว ทุกคนที่มาอยู่อาศัยร่วมกัน ต้องออกหมด>
เริ่มมีเสียงคนร้องไห้ สะอึกสะอื้นเบา ๆ เด็ก ๆ พากันเบ้ปาก น้ำตาคลอ
ผู้ใหญ่บางคน ทั้งหญิงทั้งชาย พากันพูดว่า
<ช่วยด้วยครับ ช่วยด้วยค่ะ ท่านผู้กำกับฯ ช่วยลูกนกลูกกาด้วย เขาคงไม่กล้าทำอีกแล้ว เมื่อคืนพูดคุยกัน เขาก็รู้สึกเสียใจ>
ผมทำท่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ พูดดัง ๆ ให้ได้ยินทั่วกัน

<ผมนอนคิดอยู่ทั้งคืน ผมเสนอยังงี้นะ ให้ตำรวจทั้ง 4 นายไปอยู่วัดป่าไทรงาม โกนหัว นุ่งขาวห่มขาว ทำตัวเป็นลูกศิษย์พระ ปัดกวาด ทำความสะอาดวัดและลานวัด ล้างห้องน้ำห้องส้วม ตอนเช้าเดินตามหลังพระที่ไปบิณฑบาต สวดมนต์เช้า-เย็น พร้อมพระที่ทำวัตร ที่สำคัญ ต้องขานนาคให้ได้ เมื่อครบ 7 วัน ผมจะให้บวชต่ออีก 1 เดือน ค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ทั้งอัฐบริขาร ผมจัดการให้เอง
จะมีตำรวจเข้าไปสังเกตุการณ์ และรายงานผมตลอดทุกระยะ ผมจะประสานกับหลวงพ่อเอนกด้วยตนเอง ถ้าหลวงพ่อเอนกรับรองให้ว่า ได้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี ตลอดระเวลาที่อยู่วัด ตั้งแต่โกนหัวนุ่งขาวห่มขาวจนถึงบวชพระ เป็นพระ ผมจะดูแลเรื่องการตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้ ว่าไง>
ตำรวจทั้ง 4 นายและญาติพี่น้องที่มาทั้งหมด ยกมือไหว้ผม ยอมรับเงื่อนไข แต่ก็มีตำรวจนายหนึ่งพูดขึ้นว่า
<แล้วพวกผมจะได้รับเงินประจำตำแหน่ง 1,200 บาท มั้ยครับ เพราะถ้าไม่ได้ทำงานก็ไม่ได้เงินครับ>
เงินเพิ่มประจำตำแหน่งชั้นประทวน ยุคนั้น ได้ 1,200 บาท เป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับชีวิตตำรวจผู้น้อย
ผมหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดสัพยอกว่า
<จะตายกันอยู่แล้ว ยังจะมาห่วงเรื่องเงินทองอีก แต่ไม่ต้องกังวล ผมเตรียมการไว้แล้ว จะให้จ่ากองออกคำสั่ง ให้พวกเราทั้ง 4 คน ไปสืบสวนหาข่าวอาชญากรรมและยาเสพติด ในวัดและบริเวณใกล้เคียง ในช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย รับรองได้เงินประจำตำแหน่งแน่นอน>
ตำรวจทั้ง 4 นาย พูดขึ้นพร้อม ๆ กัน
<ขอบคุณครับ>
ผมพูดสรุป
<เริ่มอยู่วัด โกนหัวนุ่งขาวห่มขาววันพรุ่งนี้เลยนะ>
ทุกนายรับปาก ผมบอกให้ทุกคนกลับไป สีหน้าตำรวจแต่ละนาย สีหน้าญาติแต่ละคน เปี่ยมความหวัง

วันต่อมา ตำรวจ 4 นาย โกนหัว นุ่งขาวห่มขาว เดินตามหลังพระบิณฑบาต ปัดกวาดลานวัด สวดมนต์ไหว้พระ และปฏิบัติธรรมที่วัดป่าไทรงาม
เป็นที่ตื่นตาตื่นใจแก่ผู้พบเห็น โดยเฉพาะญาติโยมที่รู้จักกับตำรวจบางนาย มีเสียงทักทายพูดคุยกัน แล้วญาติโยมเหล่านั้นก็พากันยกมือท่วมหัว อนุโมทนาบุญ
ครบ 7 วัน เข้าสู่พิธีอุปสมบท ทำพิธีกันตอนดึก ตี 2 ตี 3 ผมอยู่ร่วมในพิธีตลอด ญาติโยมที่มาร่วมพิธีก็ไม่ถอย อยู่ด้วยกันอย่างมุ่งมั่น
เมื่อพิธีบวชผ่านไป พระตำรวจได้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางพระพุทธศาสนา ผมไปวัดป่าไทรงามหลายครั้ง ได้พบหลวงพ่อเอนก กราบขอบพระคุณท่านที่เมตตา
ได้พบพระตำรวจ พูดคุยให้กำลังใจ พร้อมกับอนุโมทนาบุญ
มีลูกน้องไปสังเกตุการณ์บ้าง แล้วมารายงาน
พระตำรวจทุกองค์ ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติตน เป็นพระที่ดี อยู่ในพระธรรมวินัย สวดมนต์ ทำวัตร เช้า-เย็น ไม่ขาด บิณฑบาตไม่เคยเว้น
ชาวบ้านที่ไปทำบุญที่วัดหรือตักบาตรเช้า พอเห็นพระตำรวจเข้า ต่างก็ยกมือไหว้ อนุโมทนาสาธุกันใหญ่

…
ตอนที่ 3
<เล่าเรื่องบุญ>
เมื่อครบกำหนด 1 เดือน 7 วัน ถึงวันลาสิกขาบท ทิดตำรวจทั้ง 4 นาย ยังอยู่วัดต่ออีก 3 วัน ทำตัวเป็นลูกศิษย์พระเหมือนเดิม เช็ดถูกุฏิ อาสนะ ปัดกวาดลานวัด ล้างห้องน้ำห้องส้วม
แบบที่คนโบราณเรียกว่า
<ชำระหนี้สงฆ์>

ผมให้ตำรวจลูกน้อง บันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ทุกเหตุการณ์ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ตำรวจ 4 นาย เริ่มโกนหัว นุ่งขาวห่มขาว ตอนบวชเป็นพระ ตอนปฏิบัติกิจสงฆ์ ตอนลาสิกขาบท ตอนชำระหนี้สงฆ์
เขียนคำอธิบายไว้ใต้ภาพ จัดทำเป็นรูปเล่มสวยงาม 3 ชุด ผมไปพบหัวหน้าศาลฯ พูดคุยถึงแนวทางที่ผมได้ทำไป พร้อมเอาสมุดภาพเล่มหนึ่งให้ดู
โดยผมพูดเน้นว่า
<คนที่จะออก ไม่ได้มีแค่คนกระทำผิดคนเดียว แต่ทุกคนที่มาอยู่อาศัยอยู่บ้านพักหลวงด้วยกัน ต้องออกด้วย สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ออกตามไปหมดสิ้น ที่สำคัญตำรวจเหล่านี้ ไม่เคยศึกษา ไม่เคยรู้ระเบียบเหล่านี้มาก่อน>
โชคดีที่หัวหน้าศาลฯ เป็นตำรวจเก่า เคยอยู่ที่ สน.พญาไท มาด้วยกัน และมีมิตรไมตรีต่อกัน
หัวหน้าศาลฯ ฟังผมพูดไป พลิกดูภาพพร้อมคำอธิบายไปช้า ๆ ทีละแผ่น
เงยหน้ามองหน้าผม แล้วพูดว่า
<ถ้าพี่ทำถึงขนาดนี้ ก็แล้วแต่พี่แล้วกัน>
ผมขอบคุณหัวหน้าศาลฯ แล้วเดินทางกลับที่ตั้ง
<ผลบุญ>ครั้งนี้ ทำให้ พ่อแม่ ลูกเมีย ญาติพี่น้องของตำรวจทั้ง 4 นาย ที่มาอาศัยอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องออกจากบ้านพักหรือแฟลตตำรวจ
<ผลบุญ>ครั้งนี้ ทำให้ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ราชการให้ ยังอยู่ครบทั้งหมด
<ผลบุญ>ครั้งนี้ ทำให้ตำรวจทั้ง 4 นาย ไม่โดนขัง
และ<ผลบุญ>ครั้งนี้ ทำให้ ประชาชนได้ตำรวจที่ดีมีคุณธรรม อีก 4 นาย มาบริการ มาทำงานให้
ในส่วนของสำนวนการสอบสวนทางวินัยฯ คงเดาทางได้นะครับ ว่าจะออกมาแนวทางใด
ป.ล.
ผมใช้วิธีบวชพระ เพราะอยากให้เลิกดื่มเหล้า เลิกดื่มเครื่องดองของเมา
ถ้าเลิกไม่ได้ ก็ให้มีสติ ไม่ดื่มขณะปฏิบัติหน้าที่
<ทุกปัญหามีทางออกเสมอ>
เพียงแต่ต้องใช้ความมานะ ความพยายาม ความอดทน และต้องหาวิธีการให้เจอ เหมือนนักเล่นสนุกเกอร์ หรือบิลเลียด ลูกที่แทงเป็นทรงกลม ลูกที่ถูกกระทบก็เป็นทรงกลม ทรงกลม ย่อมไม่มีเหลี่ยม ไม่มีมุม แต่ทำไมนักเล่นสนุกเกอร์หรือบิลเลียด จึงหาเหลี่ยมหามุมในทรงกลมนั้นเจอ
<นั่นเป็นเพราะการฝึกฝน>
การแก้ปัญหา ก็ต้องมีการฝึกฝนเช่นกัน
ผมอาจจะโชคดี ที่เคยมีประสบการณ์ พาตำรวจเข้าวัดปฏิบัติธรรมฯ ตามโครงการของท่าน พล.ต.ท.อุดม เจริญ อดีต ผบช.ศ. และเห็นผลสัมฤทธิ์มาก่อน
จึงพอมองเห็นแนวทางนี้ ว่าสามารถแก้ปัญหาตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะสมได้
ผู้บังคับบัญชาท่านอื่น หัวหน้าหน่วยงานอื่น และอีกหลาย ๆ ท่าน อาจจะมีแนวทางในการแก้ปัญหาที่แยบยลกว่านี้
อิทัปปัจจยตา เป็นไปตามเหตุและปัจจัย

พล.ต.ต.ไอยศูรย์ สิงหนาท

















