อย่าดูถูกคนอายุ 55 ปีขึ้นไปว่า “ขับรถไม่ดี”
ดูญี่ปุ่นบ้างสิ!
ช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีข่าวว่ากระทรวงคมนาคมกำลังพิจารณาทบทวนใบขับขี่ของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับใบขับขี่ตลอดชีพ
ข่าวดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เพราะหลายคนเข้าใจว่า ผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปจะต้องถูกตรวจสอบสมรรถภาพในการขับรถเป็นพิเศษ หรืออาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ใบขับขี่ตลอดชีพ
ผมคิดว่าประเด็นนี้ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องก่อน
กรมการขนส่งทางบกมีหลักเกณฑ์การทดสอบสมรรถภาพร่างกายของผู้ขอใบขับขี่ใหม่อยู่แล้ว ไม่ได้เพิ่งกำหนดให้คนอายุ 55 ปีขึ้นไปต้องทดสอบ และไม่ได้หมายความว่าคนอายุต่ำกว่า 55 ปีไม่ต้องทดสอบ
ผมขอชื่นชมกรมการขนส่งทางบกที่ออกมาชี้แจงรายละเอียดให้ประชาชนเข้าใจชัดเจนขึ้น รวมทั้งยืนยันว่าไม่มีนโยบายยกเลิกใบขับขี่ตลอดชีพ ผู้ที่ถือใบขับขี่ประเภทนี้อยู่ยังใช้สิทธิได้ตามปกติ
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า การสื่อสารนโยบายของภาครัฐมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะเรื่องที่กระทบสิทธิของประชาชน หากให้ข้อมูลไม่ชัดเจน ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและความกังวลโดยไม่จำเป็น
แต่เมื่อพูดถึงความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้สูงอายุ ผมเห็นว่าเรายังมีเรื่องที่ควรศึกษาและนำมาพัฒนาต่อไป โดยเฉพาะบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่น
1. ใบขับขี่ตลอดชีพ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดีของใบขับขี่ตลอดชีพ คือผู้ถือใบอนุญาตไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการต่ออายุ และยังคงรักษาสิทธิในการขับรถ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังมีความสามารถในการขับรถได้ดี
แต่ข้อเสียคือ ไม่มีการประเมินสมรรถภาพตามรอบเวลา ทั้งที่เมื่ออายุมากขึ้น สายตา การตอบสนอง ความจำ และความสามารถในการตัดสินใจอาจเปลี่ยนแปลงไป
ผมจึงเห็นว่าไม่ควรยกเลิกสิทธิของผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพย้อนหลัง แต่ควรศึกษาแนวทางประเมินความพร้อมในการขับขี่ที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถของแต่ละคน ไม่ใช่ตัดสินจากอายุเพียงอย่างเดียว
2. ญี่ปุ่นจัดการเรื่องนี้อย่างไร?
ญี่ปุ่นไม่ได้กำหนดอายุสูงสุดในการขับรถ แต่มีระบบประเมินและอบรมผู้ขับขี่ตามช่วงอายุและประวัติการขับขี่
ผู้ขับขี่ทุกวัยต้องเข้ารับการอบรมเมื่อต่ออายุใบขับขี่ โดยหลักสูตรแตกต่างกันตามประวัติการขับขี่และการกระทำผิด
สำหรับผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ต้องเข้ารับการอบรมผู้ขับขี่สูงอายุก่อนต่ออายุใบขับขี่ ซึ่งมีทั้งการประเมินความสามารถและให้คำแนะนำในการขับรถ
ส่วนผู้ที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป ต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพด้านความจำและการรับรู้ หากผลทดสอบพบความเสี่ยง ก็อาจต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยแพทย์
นอกจากนี้ ผู้ขับขี่อายุ 75 ปีขึ้นไปที่มีประวัติฝ่าฝืนกฎจราจรบางประเภท ยังต้องผ่านการทดสอบทักษะการขับรถด้วย
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่นเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ไม่มั่นใจในการขับรถ หรือไม่ต้องการขับรถอีกต่อไป สามารถคืนใบขับขี่โดยสมัครใจ โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่น ส่วนลดค่าโดยสารรถสาธารณะหรือบริการต่างๆ ตามที่แต่ละท้องถิ่นกำหนด
3. เทคโนโลยีช่วยลดความเสี่ยงในการขับรถ
ปัจจุบันรถยนต์หลายรุ่นมีเทคโนโลยีช่วยเพิ่มความปลอดภัย เช่น ระบบเบรกอัตโนมัติ ระบบเตือนการชน ระบบป้องกันการเหยียบคันเร่งผิดพลาด และระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ
เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นประโยชน์กับผู้ขับขี่ทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุ แต่ต้องเข้าใจว่าเป็นเพียงระบบช่วยเหลือ ไม่สามารถทดแทนความพร้อมและความรับผิดชอบของผู้ขับขี่ได้ทั้งหมด
4. ประเทศไทยควรเรียนรู้อะไรจากญี่ปุ่น?
ผมเห็นว่ามี 3 เรื่องที่ควรนำมาศึกษา
(1) พัฒนาระบบประเมินสมรรถภาพผู้ขับขี่ให้เหมาะสมกับอายุและความเสี่ยง โดยพิจารณาทั้งสายตา การตอบสนอง ความจำ และทักษะการขับรถ ไม่ควรใช้ตัวเลขอายุเป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว
(2) ส่งเสริมให้ประชาชนใช้รถยนต์ที่มีเทคโนโลยีช่วยเพิ่มความปลอดภัย โดยเฉพาะรถที่ผู้สูงอายุใช้เป็นประจำ
(3) จัดให้มีทางเลือกในการเดินทางสำหรับผู้สูงอายุที่ตัดสินใจเลิกขับรถ เช่น รถรับส่งชุมชน รถสาธารณะที่เข้าถึงได้ และสิทธิประโยชน์สำหรับผู้สมัครใจคืนใบขับขี่
5. อย่าใช้ตัวเลขอายุเป็นเครื่องตัดสินความสามารถ
คนอายุ 55 ปี ไม่ได้หมายความว่าจะขับรถไม่ดี คนอายุ 75 ปี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะขับรถไม่ได้ และคนอายุ 35 ปี ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะขับรถดีเสมอไป
สิ่งสำคัญคือความสามารถและความพร้อมของแต่ละคน รวมทั้งระบบที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ
เราจึงไม่ควรใช้เพียงอายุเป็นเกณฑ์ตัดสินความสามารถในการขับรถ แต่ควรสร้างระบบประเมินที่เป็นธรรม โดยพิจารณาจากสมรรถภาพและความพร้อมของแต่ละคน พร้อมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน
“อย่าเพิ่งตัดสินคนขับจากอายุ ลองดูฝีมือหลังพวงมาลัยก่อน!”
“อายุเป็นเพียงตัวเลข แต่ความสามารถในการขับรถเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์!”
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง
















