การเมือง

ไม่ได้ขอปาฏิหาริย์ แค่อยากได้ผู้ว่าฯ แบบนี้


31 พฤษภาคม 2026, 12:06 น.

 

ไม่ได้ขอปาฏิหาริย์
แค่อยากได้ผู้ว่าฯ แบบนี้

 

ได้เห็นหน้าตาผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กันไปแล้ว หลายคนอาจยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใคร?

 

ผมเข้าใจดีว่า “ผู้ว่าฯ กทม.” ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ และไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ในวันที่กรุงเทพฯ ต้องเผชิญทั้งน้ำท่วม รถติด ฝุ่นพิษ ค่าครองชีพสูง และปัญหาอาชญากรรม สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง อาจไม่ใช่ปาฏิหาริย์

 

แค่อยากได้ “ผู้ว่าฯ ที่เข้าใจปัญหา และลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง”

 

1. ไม่ทำงานแบบ “ศิลปินเดี่ยว”

กรุงเทพฯ ไม่ใช่เกาะโดดเดี่ยว ชีวิตของคนกรุงเทพฯ เชื่อมต่อกับนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม ตลอดเวลา

 

คนจำนวนมากอาศัยอยู่นอกกรุงเทพฯ แต่เดินทางเข้ามาทำงานในเมืองทุกวัน น้ำที่ท่วมกรุงเทพฯ บางครั้งก็มาจากพื้นที่รอบนอก ฝุ่น PM2.5 ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่เส้นแบ่งเขตจังหวัด

 

ดังนั้น ผู้ว่าฯ กทม.ที่ดี ต้องไม่ทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” แต่ต้องมีความสามารถในการประสานงานและสร้างความร่วมมือกับจังหวัดปริมณฑล รวมถึงรัฐบาล หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน

 

เพราะปัญหาของมหานครในวันนี้ ผู้ว่าฯ เพียงคนเดียวไม่สามารถแก้ได้

 

ผู้ว่าฯ ที่ประชาชนต้องการ จึงไม่ใช่แค่ “คนเก่ง” แต่ต้องเป็น “คนที่ทำให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้”

 

2. ไม่เอาคำว่า “ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ” มาเป็นข้ออ้าง

ประชาชนเข้าใจดีว่า ผู้ว่าฯ กทม.ไม่ได้มีอำนาจทุกเรื่อง แต่สิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้ คือการใช้ข้อจำกัดนั้นเป็น “คำอธิบายถาวร” ว่าทำไมปัญหาจึงไม่ถูกแก้เสียที

 

(1) น้ำท่วม

ทุกครั้งที่ฝนตกหนัก กรุงเทพฯ มักกลับสู่ภาพคุ้นตา รถติด น้ำรอระบาย ถนนกลายเป็นคลองชั่วคราว คำอธิบายเดิมๆ คือ “ท่อระบายน้ำเล็กเกินไป” แต่เมื่อรู้ว่าท่อเล็ก ก็ต้องเร่งแก้ “คอขวด” ให้เร็วที่สุด ไม่ใช่พูดซ้ำทุกปี

 

กทม.สามารถเร่งวางท่อระบายน้ำขนาดใหญ่กว่าเดิมได้ โดยใช้เทคนิคดันท่อใต้ดิน (Pipe Jacking) เพื่อลดผลกระทบด้านจราจร ซึ่ง กทม. ก็เคยทำมาแล้วในบางพื้นที่ ถ้าระบบท่อใหม่สามารถนำน้ำเข้าสู่อุโมงค์ระบายน้ำได้เร็วขึ้น อุโมงค์ก็จะทำหน้าที่เป็น “ทางด่วนน้ำ” ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

เมืองที่ฝนตกหนักไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เมืองที่น้ำท่วมซ้ำจุดเดิมทุกปี นั่นต่างหากคือปัญหา

 

(2) รถติด

กทม.อาจไม่จำเป็นต้องทุ่มงบมหาศาลไปกับเมกะโปรเจกต์ใหม่ตลอดเวลา เพราะบางครั้ง การบริหารจัดการที่ดี อาจคุ้มค่ากว่าการก่อสร้างราคาแพง

 

ผู้ว่าฯ ที่ดีควรนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหา เช่น ใช้ AI วิเคราะห์ปริมาณรถแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับสัญญาณไฟจราจรให้เหมาะกับสภาพถนนจริง ไม่ใช่ตั้งเวลาแบบเดิมทั้งวัน ถ้ารถเคลื่อนตัวได้ต่อเนื่องมากขึ้น แม้เพียงแยกละไม่กี่นาที ก็จะช่วยลดการสูญเสียเวลาของคนทั้งเมืองได้มหาศาล

 

(3) ขนส่งสาธารณะ

เวลานี้กรุงเทพฯ มีรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นหลายสาย แต่ปัญหาคือ “การเชื่อมต่อ” ยังแย่เหมือนเดิม หลายสถานียังไม่มีทางเดินดีๆ ไม่มีจุดรับส่งที่เป็นระบบ ไม่มีหลังคากันแดดกันฝน ผู้สูงอายุ คนพิการ หญิงมีครรภ์ หรือผู้ปกครองที่ต้องพาเด็กเดินทาง ยังลำบาก

 

กทม.ควรเป็นเจ้าภาพผลักดัน “จุดเชื่อมต่อการเดินทาง” หรือ Intermodal Station ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนแก้ปัญหาเอาเองบนฟุตปาธ เพราะระบบขนส่งที่ดี ไม่ได้จบแค่ “มีรถไฟฟ้า” แต่ต้องทำให้การเดินทางได้รับความสะดวกตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงจุดหมายปลายทาง

 

(4) PM2.5 และอาชญากรรม

ฝุ่นพิษและอาชญากรรม อาจไม่ใช่อำนาจโดยตรงของ กทม. แต่ผู้ว่าฯ ที่ดีต้องไม่ยืนดูปัญหาแล้วบอกว่า “เป็นหน้าที่หน่วยงานอื่น” หน้าที่ของผู้นำเมืองคือการผลักดันมาตรการ ประสานงาน และติดตามให้ทุกหน่วยงานร่วมกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการแค่คนบริหารงบประมาณ แต่ต้องการคนที่พร้อมรับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของคนเมือง

 

ในเรื่อง PM2.5 กทม.อาจไม่สามารถควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นทุกแห่งได้ แต่สามารถลดปัญหาที่เกิดขึ้นภายในเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ควบคุมมาตรฐานไซต์ก่อสร้างให้มีการปิดคลุมพื้นที่หรือ “กางมุ้ง” ป้องกันฝุ่นอย่างเคร่งครัด รวมถึงเฝ้าระวังและควบคุมการปล่อยมลพิษจากโรงงานและกิจกรรมอื่นๆ ที่อยู่ในอำนาจของ กทม.

 

ส่วนปัญหาอาชญากรรม แม้การจับกุมผู้กระทำผิดจะเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ กทม.สามารถช่วยลดโอกาสเกิดเหตุได้โดยผ่านการออกแบบเมืองและการใช้เทคโนโลยี ตัวอย่างเช่น การติดตั้งกล้อง CCTV และจอแสดงภาพบริเวณทางขึ้นสะพานลอย เพื่อให้ประชาชนสามารถมองเห็นสภาพบนสะพานก่อนตัดสินใจเดินขึ้น และการปรับปรุงแสงสว่างในพื้นที่เสี่ยง เป็นต้น

 

3. มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมือง ไม่ใช่แค่บริหารไปวันๆ

เมืองที่ดีไม่ได้วัดกันที่จำนวนตึกสูง แต่วัดกันที่ “คุณภาพชีวิตของคนตัวเล็กที่สุดในเมือง” ผู้ว่าฯ ที่ดีต้องมองไกลกว่าแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องกล้าคิดเรื่องอนาคตของเมือง เช่น

  • จะทำอย่างไรให้ฟุตปาธไม่เป็นอุปสรรคต่อการสัญจร?
  • จะทำอย่างไรให้คนทุกเขตเข้าถึงสวนสาธารณะได้อย่างสะดวกและปลอดภัย?
  • จะทำอย่างไรให้เด็ก คนแก่ คนพิการ และหญิงมีครรภ์ใช้เมืองนี้ได้อย่างเท่าเทียม?
  • จะทำอย่างไรให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่ ไม่ใช่แค่น่าทำงาน?
  • จะป้องกันไม่ให้กรุงเทพฯ จมน้ำจากแผ่นดินทรุดและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นได้อย่างไร?

 

4. รับฟังประชาชน ไม่ใช่แค่เก่งประชาสัมพันธ์

ทุกวันนี้ นักการเมืองจำนวนมากเก่งการสื่อสาร ไลฟ์เก่ง ถ่ายคลิปเก่ง ทำคอนเทนต์เก่ง แต่ประชาชนไม่ได้ต้องการแค่ “ผู้ว่าฯ ที่ดูขยัน” ประชาชนต้องการ “ผู้ว่าฯ ที่แก้ปัญหาได้จริง”

 

การรับฟังประชาชน ไม่ใช่แค่เปิดเพจให้คอมเมนต์ แต่ต้องกล้ายอมรับความผิดพลาด กล้าย้อนดูว่านโยบายไหนไม่ได้ผล และกล้าปรับปรุง

 

5. สรุป

เมืองใหญ่แบบกรุงเทพฯ ไม่มีวันที่จะสมบูรณ์แบบได้ แต่ประชาชนก็พร้อมจะให้อภัย ถ้าเห็นว่าผู้นำเมือง “จริงใจและพยายามแก้ปัญหาอย่างเต็มที่”

 

ท้ายที่สุดแล้ว คนกรุงเทพฯ อาจไม่ได้กำลังมองหา “ผู้ว่าฯ ที่เก่งที่สุด” แต่อยากได้ผู้ว่าฯ ที่เห็นปัญหาเดียวกับประชาชน เข้าใจชีวิตคนธรรมดา และพร้อมลงมือทำมากกว่าพูด

 

เพราะคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ขอปาฏิหาริย์ แค่อยากได้ผู้ว่าฯ แบบนี้เท่านั้นเอง

 

แล้วคุณล่ะ… อยากให้ผู้ว่าฯ คนใหม่แก้ปัญหาอะไรมากที่สุด?

 

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

 

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดการเมือง

เรื่องล่าสุด