การเมือง

แลนด์บริดจ์… หยุดก่อน! ให้ประชาชนกำหนดอนาคตภาคใต้


2 กรกฎาคม 2026, 10:19 น.

 

แลนด์บริดจ์… หยุดก่อน!

ให้ประชาชนกำหนดอนาคตภาคใต้

 

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อาจกลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการพัฒนาประเทศไทย เพราะรัฐบาลได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ

(1) ยุติการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC)

(2) ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ โดยมีภาคประชาชนร่วมศึกษาและกำหนดทิศทาง

(3) ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อรอแผนแม่บทฯ และผลการศึกษาของคณะกรรมการแลนด์บริดจ์

 

หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียง “ข้อตกลงทางการเมือง” แต่ในความเป็นจริง MOU ฉบับนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก

 

เพราะนี่คือครั้งแรกที่รัฐบาลยอมรับอย่างเป็นทางการว่า การพัฒนาภาคใต้ไม่ควรเริ่มต้นจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเริ่มต้นจากการวางแผนร่วมกับประชาชน

 

 

1. เปลี่ยนวิธีคิดจาก “โครงการนำ” เป็น “แผนนำ”

ที่ผ่านมา การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของประเทศมักเริ่มจากโครงการ เมื่อมีโครงการแล้ว จึงค่อยออกแบบทุกอย่างให้รองรับโครงการนั้น ไม่ว่าจะเป็นผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และโครงสร้าง

 

พื้นฐานที่จำเป็น พร้อมทั้งออกกฎหมายให้เอื้อต่อโครงการ ประชาชนมักเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงท้าย เมื่อทิศทางหลักถูกกำหนดไปแล้ว

 

MOU ฉบับนี้เสนอแนวคิดที่แตกต่างออกไป คือเริ่มจากการตั้งคำถามว่า

(1) ภาคใต้ควรพัฒนาไปในทิศทางใด

(2) จุดแข็งของแต่ละพื้นที่คืออะไร

(3) เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต จะเดินไปด้วยกันได้อย่างไร

 

เมื่อมีคำตอบเหล่านี้แล้ว จึงค่อยพิจารณาว่าโครงการใดเหมาะสมที่จะบรรจุไว้ในแผน ไม่ใช่กำหนดโครงการไว้ก่อน แล้วให้ทุกอย่างเดินตาม

 

2. ประชาชนไม่ใช่ผู้คัดค้าน แต่เป็นผู้ร่วมออกแบบ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้ที่ตั้งคำถามต่อโครงการแลนด์บริดจ์มักถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายคัดค้าน” แต่ MOU ฉบับนี้สะท้อนอีกมุมหนึ่ง ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา

 

สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องคือ การพัฒนาที่มีข้อมูล มีเหตุผล และเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

 

หากกระบวนการนี้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะได้ต้นแบบใหม่ของการกำหนดนโยบายสาธารณะ นั่นคือ การให้ประชาชนร่วมคิด ไม่ใช่เพียงร่วมรับฟัง

 

3. นี่อาจเป็นต้นแบบของทั้งประเทศ

หากคณะกรรมการฯ สามารถจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ประโยชน์จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคใต้ แต่จะกลายเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาภาคอื่นๆ ของประเทศ หรือแม้แต่กรุงเทพมหานคร ล้วนสามารถใช้กระบวนการเดียวกัน คือให้ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเอง

 

4. ความท้าทายเพิ่งเริ่มต้น

อย่างไรก็ตาม MOU เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายรักษาคำมั่นที่ลงนามไว้ คณะกรรมการฯ ต้องทำงานอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

 

ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้คัดค้าน” มาเป็น “ผู้ร่วมเสนอทางออก” เพราะการออกแบบอนาคตย่อมยากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์

 

5. บทใหม่ของประเทศไทย

ความสำเร็จที่แท้จริงของ MOU ฉบับนี้ ไม่ใช่การหยุดหรือเดินหน้าแลนด์บริดจ์ แต่คือการพิสูจน์ว่า ประชาชนสามารถเป็นผู้ร่วมออกแบบอนาคตของประเทศได้ หากกระบวนการนี้เดินหน้าจนเกิด “แผนพัฒนาภาคใต้ฉบับประชาชน” ได้สำเร็จ

 

นี่จะไม่ใช่เพียงชัยชนะของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่จะเป็นชัยชนะของประชาธิปไตยเชิงนโยบาย และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ที่การพัฒนาประเทศไม่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ถูกเขียนร่วมกันโดยประชาชนทุกคน

 

“นี่ไม่ใช่แผนของ SEC Watch ไม่ใช่แผนของรัฐบาล แต่ควรเป็น ‘แผนของคนใต้ทุกคน’ และหากทำสำเร็จ ก็จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาประเทศไทยในศตวรรษที่ 21″

 

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดการเมือง

เรื่องล่าสุด