การเมือง

3 ปีแล้ว… ชาวน่านต้องยกของหนีน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า


21 สิงหาคม 2026, 12:08 น.

 

3 ปีแล้ว… ชาวน่านต้องยกของหนีน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ทุกครั้งที่ฝนเริ่มตกหนัก… สำหรับคนทั่วไป อาจเป็นเพียงคำถามว่า “วันนี้ฝนจะตกอีกไหม?” แต่สำหรับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงของจังหวัดน่าน คำถามอาจแตกต่างออกไป… “ต้องยกของหนีน้ำอีกแล้วหรือ?”

 

เพราะตลอด 3 ปีที่ผ่านมา 2567, 2568 และ 2569 น่านต้องเผชิญกับเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ต่อเนื่องกัน ทั้งน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่ม

 

1. น้ำมา… ต้องยกของ

พอน้ำเริ่มสูง… ตู้เย็นต้องยก เครื่องซักผ้าต้องยก โทรทัศน์ต้องยก ที่นอนต้องยก เอกสารสำคัญต้องเก็บ รถต้องรีบเอาออก ข้าวของบางอย่างยกไม่ไหวก็ต้องปล่อย

 

ถ้าน้ำขึ้นเร็ว… บางครั้งแม้แต่การยกของก็ทำไม่ทัน แล้วยังต้องรีบพาคนในครอบครัวออกจากบ้านโดยเฉพาะ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ป่วยติดเตียง

 

สำหรับคนที่แข็งแรง การอพยพอาจหมายถึงการรีบเดินออกจากบ้าน แต่สำหรับบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง… การอพยพหมายถึงการต้องพาคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ออกไปให้ทัน

 

2. น้ำลด… แต่ความทุกข์ไม่ได้ลดตาม

เมื่อมีข่าวว่า “น้ำลดแล้ว” สำหรับคนที่อยู่นอกพื้นที่ นั่นอาจหมายถึงวิกฤตผ่านพ้นไป แต่สำหรับเจ้าของบ้าน… งานหนักเพิ่งเริ่ม ต้องล้างโคลนออกจากบ้าน ต้องทำความสะอาดเครื่องใช้ ต้องซ่อมบ้าน ต้องซ่อมรถ ต้องทิ้งของที่เสียหาย ต้องซื้อของใหม่ ต้องกลับไปทำงาน

 

บางบ้านต้องทำความสะอาดหลายวัน แล้วเมื่อทุกอย่างเริ่มกลับมาเป็นปกติ… ฝนปีหน้าก็อาจมาอีก และวงจรเดิมก็เริ่มต้นใหม่ ยกของ-หนีน้ำ-ล้างบ้าน-ซ่อมบ้าน-เริ่มต้นใหม่ แล้วก็รอว่า… ปีหน้าจะต้องทำอีกหรือไม่ นี่คือสิ่งที่คนที่ไม่เคยถูกน้ำท่วมอาจนึกไม่ถึง

 

3. และยังมีสิ่งมีชีวิตที่เรามักลืม

สัตว์เลี้ยง สุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงอื่นที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมานานหลายปี เมื่อมีคำสั่งอพยพ… เรามักบอกว่า “ให้รีบพาคนออกไปก่อน” ถูกต้องครับ แต่สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง คำถามคือ… “แล้วสัตว์ของฉันล่ะ?”

 

ถ้าศูนย์พักพิงไม่รับสัตว์ ถ้าไม่มีพาหนะ ถ้าเจ้าของพาสัตว์ออกมาไม่ได้ บางคนอาจไม่ยอมทิ้งบ้าน ดังนั้นระบบรับมือภัยพิบัติที่ดี จึงควรคิดถึงคนและสัตว์เลี้ยงไปพร้อมกัน เพราะสัตว์เลี้ยงก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัว

 

4. น่านอาจกำลังบอกเราว่า… ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิด

น่านเป็นจังหวัดที่มีภูเขา หุบเขา ลำน้ำสาขา และแม่น้ำน่านเป็นระบบระบายน้ำหลัก เมื่อฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำ น้ำสามารถไหลลงจากพื้นที่สูงอย่างรวดเร็ว ก่อนมารวมกับลำน้ำสาขาและเคลื่อนต่อไปยังพื้นที่ตอนล่าง

 

เหตุการณ์ล่าสุดยังสะท้อนว่าฝนในพื้นที่ต้นน้ำสามารถสร้างสถานการณ์รุนแรงได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงไม่ควรอยู่เฉพาะในชุมชน แต่ต้องมองตั้งแต่ต้นน้ำ-ลำน้ำสาขา-พื้นที่รับน้ำ-ถนน-สะพาน และต้องรู้ว่าจุดไหนคือจุดเสี่ยง จุดไหนคือคอขวด จุดไหนจะถูกตัดขาดก่อน และชุมชนไหนจะได้รับผลกระทบก่อน

 

5. เราหยุดฝนไม่ได้… แต่หยุดวงจรความสูญเสียได้

ฝนหนักยังคงเกิดขึ้น น้ำป่ายังมา น้ำท่วมยังเกิดขึ้น และเราอาจไม่สามารถป้องกันความเสียหายได้ทั้งหมด แต่เราสามารถทำให้คนรู้เร็วขึ้น อพยพเร็วขึ้น ช่วยผู้ป่วยได้เร็วขึ้น พาสัตว์เลี้ยงออกมาได้ เปิดเส้นทางได้เร็วขึ้น และฟื้นฟูชีวิตได้เร็วขึ้น

 

นี่ต่างหากคือสิ่งที่ควรเป็นเป้าหมายของการจัดการภัยพิบัติในอนาคต เพราะ Resilient Infrastructure หรือ “โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับภัยและฟื้นตัวได้เร็ว” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีอะไรพัง” แต่หมายถึง “แม้บางอย่างจะพัง แต่ชีวิตของผู้คนและระบบเศรษฐกิจยังสามารถเดินต่อได้ และกลับคืนสู่ภาวะปกติได้เร็วที่สุด”

 

6. สิ่งที่ประเทศไทยควรทำ

ผมคิดว่าบทเรียนจากน่านมีอย่างน้อย 5 เรื่อง

(1) เตือนให้เร็วกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงบอกว่า “ฝนตกหนัก” แต่ต้องบอกให้ประชาชนรู้ว่า น้ำจะมาถึงเมื่อไร และพื้นที่ไหนต้องเตรียมอพยพ

 

(2) ทำบัญชีกลุ่มเปราะบางระดับบ้าน รู้ว่าบ้านไหนมีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้พิการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยก่อน ไม่ใช่รอให้เจ้าของบ้านร้องขอเมื่อสถานการณ์วิกฤต

 

(3) มีระบบอพยพสัตว์เลี้ยง เพราะการอพยพที่ทำให้คนต้องเลือกระหว่าง “ไปเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง” กับ “อยู่เพื่อไม่ทิ้งสัตว์เลี้ยง” ไม่ใช่ระบบอพยพที่สมบูรณ์

 

(4) เตรียมเครื่องจักรไว้ใกล้พื้นที่เสี่ยง รถตัก รถบรรทุก เครื่องจักรหนัก และอุปกรณ์เปิดทางควรอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงได้รวดเร็ว เพราะหลังเกิดดินโคลนถล่ม ทุกชั่วโมงมีค่า

 

(5) ต้องมีเส้นทางสำรอง อย่าให้มีถนนเพียงสายเดียวเป็นเส้นเลือดเส้นเดียวของชุมชน เพราะหากถนนสายเดียวขาด… ชีวิตทั้งชุมชนก็อาจหยุดลงพร้อมกัน

 

7. สรุป

สามปีแล้ว… ชาวน่านจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับวงจรเดิม ยกของหนีน้ำ ทำความสะอาดบ้าน ซ่อมแซม เริ่มต้นใหม่ แล้วก็ต้องเตรียมตัวรับมือน้ำท่วมอีกครั้งเมื่อฝนมา

 

เราอาจเคยเรียกสิ่งนี้ว่า “การปรับตัวของประชาชน” แต่ผมคิดว่าเราควรถามตัวเองใหม่ว่า… เรากำลังขอให้ประชาชน “ปรับตัว” กับภัยพิบัติ หรือเรากำลังปล่อยให้ประชาชนต้อง “รับภาระ” จากระบบที่ยังปรับตัวไม่ทัน?

 

เพราะการให้ชาวบ้านยกของหนีน้ำทุกปีไม่ควรเป็น “วิถีชีวิตใหม่” ของพวกเขา การต้องล้างโคลนออกจากบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ควรเป็นเรื่องที่เรามองว่าเป็นเรื่องปกติ และการสูญเสียชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยไม่ควรกลายเป็นเพียงตัวเลขในรายงานภัยพิบัติ

 

ดังนั้นคำถามหลังน้ำลด… ไม่ควรมีเพียง “จะใช้งบเท่าไรเพื่อซ่อมแซมสิ่งที่เสียหาย?” แต่ควรถามว่า “เราจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้คนกลุ่มเดิมต้องยกของหนีน้ำ ล้างบ้าน และประสบกับภัยน้ำท่วมซ้ำอีกในปีหน้า?”

 

ขอส่งกำลังใจให้ชาวน่านและผู้ประสบอุทกภัยทุกคนครับ

 

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ป้ายกำกับ: 

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดการเมือง

เรื่องล่าสุด