<ผู้กองยอดรัก>

ไม่ใช่นวนิยายขายดีที่คนอ่าน ยิ้มไปด้วยความสุข
ไม่ใช่หนังสนุกกุ๊กกิ๊กที่ทหารเกณฑ์หนุ่ม ไปหลงรักผู้กองสาวแสนสวย
แต่มันเป็นเรื่องเกิดขึ้นจริง ๆ ที่ผู้หญิงคนหนึ่งประทับใจผู้กองตำรวจ ผู้กองยอดรักของเธอ อย่างไม่รู้ลืม
ช่วงปี พ.ศ. 2530 พล.ต.ท.บุญทิน วงศ์รักมิตร ผบช.ภ.2 <ปัจจุบันคือ ภ.3> ได้ทำเรื่องถึง ตร. เอาผมย้ายจาก สน.พญาไท ไปอยู่ ผ.ทะเบียนพล ภ.2 เพื่อช่วยงานด้านการสอบสวน

ปี พ.ศ. 2531-2532 ย้ายไปเป็น รอง สวป.สภ.เมืองนครราชสีมา สวญ.ฯ ให้ทำหน้าที่ตรวจสำนวนการสอบสวนและเอกสารราชการ
ผมขอเข้าเวร หน.สายตรวจวันเสาร์หนึ่งวัน เพื่อให้สมกับตำแหน่งที่แต่งตั้ง พักวันอาทิตย์วันเดียว
ทุกครั้ง ก่อนที่จะออกเวรสายตรวจประมาณ 30 นาที ผมจะเรียกรวมพลและตั้งรูปขบวน ให้รถ จยย.นำหน้า รถยนต์สายตรวจอยู่ช่วงกลาง และปิดท้ายด้วย รถ จยย. เปิดไฟวับวาบ ไม่เปิดเสียงไซเรน วิ่งตามถนนสายหลักรอบเมืองบ้าง ในเมืองบ้าง โชว์ศักยภาพให้ชาวบ้านชาวเมืองได้เห็น เพื่อสร้างความอบอุ่นใจ

ผมนั่งรถยนต์สายตรวจด้านหน้าซ้ายมือพลขับ เปิดกระจกยิ้มให้ชาวบ้านชาวเมืองตลอดเส้นทาง
ช่วงแรก ๆ ชาวบ้านชาวเมืองตื่นตาตื่นใจกันใหญ่ คิดว่ามีเหตุอะไร ออกมายืนดูกันเป็นแถว
ในที่สุดก็กลายเป็นภาพแห่งความคุ้นเคย ชาวบ้านชาวเมืองส่งยิ้มกลับมา บางคนโบกมือให้ด้วย
วันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังนั่งตรวจเอกสารอยู่หน้าห้อง สวญ.ฯ มีผู้หญิงสาววัยประมาณยี่สิบปีปลาย ๆ ไม่เกินสามสิบปี มายืนร้องเพลงเสียงเจื้อยแจ้วอยู่หน้า สภ.เมืองฯ มีคนยืนมองดูอยู่กลุ่มใหญ่ รวมทั้งตำรวจด้วย
ผมบอกให้นายสิบตำรวจเวรไปบอกให้เธอไปร้องที่อื่น เธอเดินออกจากหน้า สภ.เมืองฯ ไป สักครู่หนึ่งก็เดินกลับมาใหม่ ร้องเพลงอีก กลุ่มคนที่ยืนดูพากันยิ้มชอบใจ
ผมบอกนายสิบตำรวจเวรอีกครั้ง ให้ไปบอกเธอไปร้องที่อื่น เธอก็เดินออกจากหน้า สภ.เมืองฯ ไป แล้วก็ย้อนกลับมายืนร้องเพลงที่เดิมอีกครั้ง

ผมตำหนินายสิบตำรวจเวรว่า
<เรื่องแค่นี้ก็ทำไม่ได้>
ผมลุกจากที่นั่งหน้าห้อง สวญ.ฯ ไปบอกหญิงนักร้องด้วยตัวเอง
<คุณ ที่นี่คือโรงพักตำรวจ ไม่ใช่ที่ร้องเพลง ถ้าอยากร้อง ก็ไปร้องที่อื่นนะ>
ได้ผล เธอหยุดร้องเพลง แต่มองหน้าผมแบบพินิจพิจารณา มุมปากปรากฎรอยยิ้มน้อย ๆ และเธอได้พูดขึ้นว่า

<ผู้กองจ๊ะ ผู้กองจ๋า ผู้กองยอดรัก จำได้มั้ย ครั้งหนึ่งที่พญาไท>
หัวใจผมตกวูบ ตกใจกับคำพูดของเธอ คิดไม่ออกบอกไม่ถูกว่า อะไรคือ ครั้งหนึ่งที่พญาไท
แล้วทำไมเธอถึงรู้ว่า ผมเคยอยู่ สน.พญาไท
สายตานายสิบตำรวจเวร และตำรวจนายอื่น ๆ ที่มายืนดูเหตุการณ์ มองมาที่ผมด้วยความสงสัย
สายตาสื่อมวลชนกลุ่มใญ่มองมาที่ผม ด้วยความอยากรู้
สายตาคนที่มุงดู ต่างมองมาที่ผม
ผมจำไม่ได้ว่า ผมมองใคร แต่จำความรู้สึกได้ว่า เคว้งคว้าง เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
หญิงสาวคนนั้น ยังคงมองหน้าผม อีกอึดใจหนึ่ง เธอก็พูดอีกว่า
<ฉันเคยตกรถ ฉันไปที่โรงพักพญาไทเพื่อขอให้ตำรวจช่วย
ตำรวจพาฉันไปเจอผู้กอง ผู้กองยังให้ฉันไปกินข้าวแกงข้างโรงพัก ให้เงินฉันอีกร้อยหนึ่ง แล้วให้ตำรวจเอาฉันไปส่งขึ้นรถที่หมอชิต ฉันยังจำได้>
สายตาทุกคน ทุกคู่ ที่เคยมองผมด้วยความรู้สึกสงสัยต่าง ๆ ได้แปรเปลี่ยนไป เป็นสายตาแห่งความชื่นชม
ผมยิ้มออก และพูดกับหญิงสาวคนนั้นว่า
<ขอบใจมากที่ยังจำกันได้ กลับบ้านนะ เดี๋ยวคนทางบ้านจะเป็นห่วง จะให้รถยนต์สายตรวจไปส่งนะ>
เธอยิ้มและพูดเบา ๆ พอได้ยินว่า
<ขอบคุณค่ะ>
แล้วเธอก็เดินออกจากหน้าโรงพักไป
ผมให้ตำรวจสายตรวจไปบอกเธอว่า
<ตำรวจจะเอารถไปส่ง>
แต่เธอบอกว่า
<จะกลับเอง>
ผมมองตามเงาหลังของเธอไป ด้วยความรู้สึกปิติอย่างพิสดาร
คิดในใจว่า เธอคงมีปัญหาทางจิต คงถูกคนรังเกียจ คงถูกคนดูถูกเหยียดหยาม
แต่ก็ยังมีสติระลึกได้ในบางส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่ คนที่ทำดีกับเธอ คนที่มีน้ำใจกับเธอ เธอไม่เคยลืม
เหมือนเรื่องเก่าที่ สน.พญาไท แต่เป็นเรื่องใหม่ที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เรื่องนี้ที่เธอไม่เคยลืม

<หมายเหตุ>
คำว่า <ตกรถ> เป็นภาษาพูดของคนโคราช คนภาคอีสานบางจังหวัด หมายถึง ไม่มีเงินค่ารถโดยสาร
พล.ต.ต.ไอยศูรย์ สิงหนาท

















