การเมือง

ดร.สามารถ ตั้งคำถาม “ซีพีถูกขึ้นบัญชีดำ?”


31 สิงหาคม 2026, 10:46 น.

 

ซีพีถูกขึ้นบัญชีดำ?

สิ่งที่ผมห่วง… ไม่ใช่ซีพี

 

 

เรื่องรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่ว่าใครจะ “ถูกขึ้นบัญชีดำ” แต่คือประเทศไทยกำลังจะปล่อยให้โครงการสำคัญติดอยู่ในทางตันอีกกี่ปี

 

กรณีบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) ผู้ร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มีหนังสือแจ้งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนข้อ 6.2 ให้สัญญาร่วมลงทุนสิ้นสุดลง ได้จุดคำถามใหญ่ขึ้นมาทันทีว่า โครงการนี้กำลังเดินไปสู่จุดจบหรือยังมีทางออก

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความเห็นว่า การยกเลิกสัญญากับภาครัฐไม่ใช่เรื่องทำได้ง่าย เพราะอาจมีผลตามมา ทั้งประเด็นการขึ้นบัญชีดำ การเป็นผู้ทิ้งงาน หรือความรับผิดชอบต่อส่วนต่างราคา หากต้องจัดหาผู้ร่วมลงทุนรายใหม่ในต้นทุนที่สูงขึ้น

 

แต่สำหรับผม ประเด็นสำคัญไม่ใช่การกังวลแทนซีพีว่า จะถูกขึ้นบัญชีดำหรือไม่

 

สิ่งที่ควรกังวลมากกว่าคือ หากสัญญาร่วมลงทุนสะดุดลงจริง แล้วรถไฟความเร็วสูงเชื่อมดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา จะเดินต่ออย่างไร?

 

เพราะหนังสือที่บริษัทฯ ส่งถึง รฟท.ไม่ควรถูกตีความแบบสั้นๆ ว่าเป็นการ “ทิ้งงาน” โดยอัตโนมัติ บริษัทฯ ระบุว่าเป็นการใช้สิทธิตามกลไกในสัญญา หลังคู่สัญญายังหาข้อยุติในประเด็นสำคัญร่วมกันไม่ได้ และยืนยันว่าไม่ใช่การถอนตัวจากโครงการในทันที ประเด็นอย่างเงื่อนไขการลงทุน การออกหนังสือแจ้งเริ่มงาน และรายละเอียดการแก้ไขสัญญา ล้วนยังเป็นโจทย์ที่ต้องเจรจากันต่อไป

 

โครงการนี้เสียเวลาไปมากแล้ว นับจากวันลงนามสัญญาผ่านไป 7 ปี แต่การก่อสร้างยังไม่สามารถเริ่มต้นได้เลย หากปล่อยให้เรื่องเดินไปสู่ข้อพิพาท กระบวนการระงับข้อพิพาทหรือการต่อสู้ในศาลอาจกินเวลาอีกหลายปี และในช่วงเวลานั้น โครงการก็จะไม่มีทางขยับไปข้างหน้าได้เลย

 

แน่นอน รัฐต้องรักษาผลประโยชน์สาธารณะ และเอกชนก็ต้องรับผิดชอบตามสัญญาอย่างเคร่งครัด แต่การรักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ได้แปลว่าต้องปล่อยให้ทุกฝ่ายยืนกันคนละฝั่งจนโครงการล่ม

 

สิ่งที่ รฟท. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งทำ คือเปิดโต๊ะหาทางออกบนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา แก้ปมที่แก้ได้ กำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน และทำให้สาธารณชนเห็นว่าโครงการขนาดใหญ่ของประเทศยังมีทิศทางเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่ปล่อยให้จมหายไปกับเอกสาร การเจรจา และข้อพิพาทที่ไม่มีวันจบ

 

เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ที่เสียโอกาสมากที่สุดไม่ใช่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือประชาชน และประเทศที่ต้องรอโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อไปอย่างไร้กำหนด

 

อย่าปล่อยให้ไฮสปีด 3 สนามบิน กลายเป็นเพียง “รถไฟความเร็วสูงแห่งความหวัง” ที่ยังไปไม่ถึงปลายทาง เพราะประเทศรอไม่ได้ และโอกาสที่ดีของประเทศก็ไม่เคยรอใคร

 

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

 

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดการเมือง

เรื่องล่าสุด