ซีพีถูกขึ้นบัญชีดำ?
สิ่งที่ผมห่วง… ไม่ใช่ซีพี
เรื่องรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สิ่งที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่ว่าใครจะ “ถูกขึ้นบัญชีดำ” แต่คือประเทศไทยกำลังจะปล่อยให้โครงการสำคัญติดอยู่ในทางตันอีกกี่ปี
กรณีบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) ผู้ร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มีหนังสือแจ้งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนข้อ 6.2 ให้สัญญาร่วมลงทุนสิ้นสุดลง ได้จุดคำถามใหญ่ขึ้นมาทันทีว่า โครงการนี้กำลังเดินไปสู่จุดจบหรือยังมีทางออก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความเห็นว่า การยกเลิกสัญญากับภาครัฐไม่ใช่เรื่องทำได้ง่าย เพราะอาจมีผลตามมา ทั้งประเด็นการขึ้นบัญชีดำ การเป็นผู้ทิ้งงาน หรือความรับผิดชอบต่อส่วนต่างราคา หากต้องจัดหาผู้ร่วมลงทุนรายใหม่ในต้นทุนที่สูงขึ้น
แต่สำหรับผม ประเด็นสำคัญไม่ใช่การกังวลแทนซีพีว่า จะถูกขึ้นบัญชีดำหรือไม่
สิ่งที่ควรกังวลมากกว่าคือ หากสัญญาร่วมลงทุนสะดุดลงจริง แล้วรถไฟความเร็วสูงเชื่อมดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา จะเดินต่ออย่างไร?
เพราะหนังสือที่บริษัทฯ ส่งถึง รฟท.ไม่ควรถูกตีความแบบสั้นๆ ว่าเป็นการ “ทิ้งงาน” โดยอัตโนมัติ บริษัทฯ ระบุว่าเป็นการใช้สิทธิตามกลไกในสัญญา หลังคู่สัญญายังหาข้อยุติในประเด็นสำคัญร่วมกันไม่ได้ และยืนยันว่าไม่ใช่การถอนตัวจากโครงการในทันที ประเด็นอย่างเงื่อนไขการลงทุน การออกหนังสือแจ้งเริ่มงาน และรายละเอียดการแก้ไขสัญญา ล้วนยังเป็นโจทย์ที่ต้องเจรจากันต่อไป
โครงการนี้เสียเวลาไปมากแล้ว นับจากวันลงนามสัญญาผ่านไป 7 ปี แต่การก่อสร้างยังไม่สามารถเริ่มต้นได้เลย หากปล่อยให้เรื่องเดินไปสู่ข้อพิพาท กระบวนการระงับข้อพิพาทหรือการต่อสู้ในศาลอาจกินเวลาอีกหลายปี และในช่วงเวลานั้น โครงการก็จะไม่มีทางขยับไปข้างหน้าได้เลย
แน่นอน รัฐต้องรักษาผลประโยชน์สาธารณะ และเอกชนก็ต้องรับผิดชอบตามสัญญาอย่างเคร่งครัด แต่การรักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ได้แปลว่าต้องปล่อยให้ทุกฝ่ายยืนกันคนละฝั่งจนโครงการล่ม
สิ่งที่ รฟท. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งทำ คือเปิดโต๊ะหาทางออกบนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา แก้ปมที่แก้ได้ กำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน และทำให้สาธารณชนเห็นว่าโครงการขนาดใหญ่ของประเทศยังมีทิศทางเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่ปล่อยให้จมหายไปกับเอกสาร การเจรจา และข้อพิพาทที่ไม่มีวันจบ
เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ที่เสียโอกาสมากที่สุดไม่ใช่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือประชาชน และประเทศที่ต้องรอโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อไปอย่างไร้กำหนด
อย่าปล่อยให้ไฮสปีด 3 สนามบิน กลายเป็นเพียง “รถไฟความเร็วสูงแห่งความหวัง” ที่ยังไปไม่ถึงปลายทาง เพราะประเทศรอไม่ได้ และโอกาสที่ดีของประเทศก็ไม่เคยรอใคร
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

















