<ปาฏิหาริย์ทันตาเห็น>

ช่วงเทศกาลปีใหม่ และเทศกาลสงกรานต์ เป็นวันหยุดยาวของทุกปีผู้คนเดินทางสัญจรไปมา ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน เช่น ไปเยี่ยมญาติ ไปเที่ยว ไปพักผ่อน
การจราจรคับคั่งทั่วประเทศและมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากกว่าวันอื่น ๆ
ตำรวจและอีกหลายหน่วยงานทำหน้าที่อำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง
รถพยาบาล รถมูลนิธิกู้ภัย เปิดสัญญาณเสียง สัญญาณไฟเพื่อใช้ความเร็วในการไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและนำส่งโรงพยาบาล
แต่ถนนหน้าโรงพยาบาล การจราจรก็คับคั่งติดขัดเช่นเดียวกันกับที่อื่น ๆ
ช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งเป็น รอง ผบก.ภ.จว.อุบลราชธานี ได้เสนอโครงการ
<เส้นทางบุญสู่โรงพยาบาล>
โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ ตำรวจ โรงพยาบาล มูลนิธิกู้ภัย และรถ 1669

หลักการคือ
<เมื่อรถรับผู้บาดเจ็บ ไม่ว่าจะเจ็บจากเหตุใดก็ตามจะเดินทางไปโรงพยาบาล ให้โทรศัพท์แจ้งไปที่สถานีตำรวจท้องที่ ที่รถไปรับผู้บาดเจ็บว่าเป็นรถของหน่วยงานใดทะเบียนอะไร ที่หมายโรงพยาบาลไหน ตำรวจทั้งจราจรและสายตรวจรถยนต์ สายตรวจรถจักรยานยนต์ จะเข้าอำนวยความสะดวกตามทางร่วมทางแยก ตรงที่มีสัญญาณไฟก็จะเปิดไฟเขียวหรือใช้สัญญาณมือแทน
ถ้าต้องเดินทางข้ามเขตสถานีตำรวจ ตำรวจที่รับแจ้ง เมื่อสั่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่แล้ว จะต้องประสานให้สถานีตำรวจอื่น ๆ ทราบทันที
ถ้าข้ามจังหวัดศูนย์วิทยุสื่อสารของ ภ.จว. ต้องประสานรายละเอียด
รถที่นำผู้บาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาล จะต้องแจ้งเส้นทางที่ผ่านเป็นระยะ ไปยังสถานีตำรวจ เพื่อตำรวจจะได้เข้าประจำจุดล่วงหน้า และเมื่อผ่านจุดที่ตำรวจอยู่ ตำรวจที่อำนวยความสะดวกเสร็จ ก็จะแจ้งต่อ ๆ กันไปจนถึงที่หมายโรงพยาบาล>

มีการทำประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปรับรู้เพื่อขอความร่วมมือ
และนำเข้าที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการของจังหวัดเพื่อทราบ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากฝ่ายปกครองและท้องถื่นในการสร้างความเข้าใจกับประชาชน
สำหรับหัวหน้าสถานีตำรวจถือว่าเป็นหน้าที่ ทั้งในการปฏิบัติ บริหารสั่งการ และการประชาสัมพันธ์
ผมให้ข้อคิดไปว่า
<การช่วยเหลือนำส่งผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลโดยเร็ว ทำให้ผู้บาดเจ็บมีโอกาสได้รับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ได้ทันท่วงที หรือเร็วขึ้นกว่าเดิมที่เจ็บมากก็จะน้อย ที่เจ็บน้อยก็จะหายช่วยให้คนไม่เจ็บและไม่ตาย มันได้บุญ>
นายสุรพล สายพันธุ์ ผวจ.ฯ ได้เห็นชอบและชื่นชมโครงการนี้มาก

ต่อมา ผมย้ายไปเป็น รองผบก. ภ.จว.ชัยภูมิ ผมเอาโครงการ <เส้นทางบุญสู่โรงพยาบาล> ไปพูดในที่ประชุม หน.ส่วนราชการที่ จ.ชัยภูมิ
นายพรศักดิ์ เจียรณัย ผวจ.ฯ ก็เห็นชอบและชมว่าดีมากเช่นเดียวกัน
ที่สำคัญ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สส.ชัยภูมิ และ รมช.สาธารณสุข บอกว่า
<จะนำโครงการนี้ไปเป็นแนวทางใช้ทั่วประเทศ>
วันรุ่งขึ้นหลังจากการประชุมชี้แจงโครงการ ตำรวจทุกนายต่างก็ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

ยามเช้าเวลาประมาณ 07.45 น. เศษ ขณะที่ ด.ต.วีรชัย เป้าลี ทำหน้าที่จัดการจราจรอยู่หน้าโรงเรียนอนุบาล ได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารของตำรวจว่า
<มีรถพยาบาล นำคนเจ็บจากบ้านขี้เหล็กใหญ่ จะไปโรงพยาบาลชัยภูมิ ให้ไปอำนวยความสะดวกที่ห้าแยกโนนไฮ>
ห้าแยกโนนไฮ เป็นทางร่วมทางแยกขนาดใหญ่ มีถนนหลายสายคัดกันจุดนี้การจราจรติดขัดมาก
ด.ต.วีรชัย ฝากครูให้ดูแลการจราจรหน้าโรงเรียนแทน แล้วขี่รถจักยานยนต์ไปอำนวยความสะดวกที่ห้าแยกโนนไฮรถพยาบาลผ่านไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว
เมื่อแจ้งศูนย์วิทยุสื่อสารของตำรวจแล้ว ด.ต.วีรชัย ก็ขึ้นรถจักยานยนต์ เพื่อจะไปทำหน้าที่ต่อที่หน้าโรงเรียนอนุบาล
มีโทรศัพท์เข้าเครื่องมาพอดีผู้โทร.มา เป็นหลานสาว
<เมื่อกี้นี้ เห็นน้ายืนอยู่ตรงห้าแยกโนนไฮ ใช่มั้ย>
ด.ต.วีรชัย ตอบและถามหลานสาวกลับไป
<ใช่ ไปไหนมาทำไมเห็น>
หลานสาวตอบว่า
<รถพยาบาลที่ผ่านห้าแยกโนนไฮ ตรงที่น้าอยู่ เขามารับยายไปโรงพยาบาลยายหน้ามืดล้มลงตอนกินข้าวเมื่อเช้า หนูมากับยายด้วย>

ยายคือแม่ของ ด.ต.วีรชัย อายุ 77 ปี หลานสาวคือลูกของพี่สาวโต รู้ความแล้ว
ด.ต.วีรชัย รีบขี่รถจักยานยนต์ไปที่โรงพยาบาลชัยภูมิทันทีทราบจากหมอว่า
<เส้นโลหิตในสมองแม่ตีบ แต่โชคดีที่ขณะเกิดเหตุหลานสาวอยู่ด้วย และแจ้ง 1669 จึงให้รถพยาบาลไปรับ และมาถึงโรงพยาบาลเร็ว หมอจึงรักษาได้ทันท่วงที>
ด.ต.วีรชัย ยกมือไหว้ขอบคุณหมอที่ช่วยชีวิตแม่เขาเอาไว้

ด.ต.วีรชัย เล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง และพูดว่า
<ถ้าไม่มีโครงการนี้ แม่ผมคงแย่แน่ ๆ>
ผมพูดชมเชยให้กำลังใจและพูดตบท้ายว่า
<เทวดาคงดลใจ เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสแสดงความกตัญญูต่อแม่นะ>
ผมนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไปพูดในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการของ จ.ชัยภูมิ ทุกคนฟังด้วยความสนใจและทึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้น
มีหัวหน้าส่วนราชการคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า
<โครงการนี้ มีปาฏิหาริย์ทันตาเห็นจริง ๆ>
การตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ การตั้งใจทำในสิ่งที่ดี ย่อมมีความงดงามตามมาเสมอ

พล.ต.ต.ไอยศูรย์ สิงหนาท

















