บุคลิกที่นุ่มนวล ลีลาการพูดอ่อนโยน ขัดกับบทบาทในอดีตที่เคยเร่าร้อนรุนแรงคราเข้าป่าแล้วล้อมเมือง!

สหายชำนิ ศักดิเศรษฐ หนึ่งในหลายเสือเมืองคอน พรรคประชาธิปัตย์ผู้มีที่มาโลดโผนไม่เหมือนใคร เพราะขนาดชื่อของเขาเคยปรากฎเป็นตัวแดงหราอยู่ในแฟ้ม “ลับ” ปกปิด ของบันทึกฝ่ายข่าวกรองแห่งชาติกองทัพภาคที่ 4 มาแล้ว
เขาเคยยืนอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายรัฐบาลมีแนวคิด “ประชาธิปไตย” รุนแรงเอาการเป็น ส.ส.จังหวัด นครศรีธรรมราช ครั้งแรกปี พ.ศ.2518 สังกัดสีเสื้อพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย เข้าไปทำหน้าที่ในรัฐสภาไม่ทันไรมีเหตุยุบสภาฯ และเกิดประวัติศาสตร์ วันที่ 6 ตุลามหาโหดขึ้น
คนนักเลงประชาธิปไตยอย่างเขาต้องระเห็จ ออกไปฟังเสียงนกเสียงกาในป่าใหญ่อยู่พักหนึ่ง!
เมื่อสัญญาณแห่งการเลือกตั้งทั่วไปสาดส่องเข้ามาขุนพล “ชำนิ” สามารถแหกด่านนำลูกทีมเข้าสภาได้ทั้งหมด ในเขต 3 จังหวัดนครศรีธรรมราชชูธงในนามพรรคพลังธรรม
ตั้งแต่นั้นเป็นดาวสภาที่จรัสแสงมาตลอด

เขากล่าวว่า “ผมกลับเข้ามาทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนพี่น้องอีกครั้งหนึ่งเพื่อทวงสิทธิอันชอบธรรมกลับคืนมา”
ชำนิ ศักดิเศรษฐ เกิดเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2490 เคยเป็นรองเลขาธิการพรรคเอกภาพ โฆษกคณะกรรมาธิการปกครอง รองโฆษกรัฐบาล ขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 2 ดูแลรับผิดชอบ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, กรมการพัฒนาชุมชน.
การประปานครหลวง, กรมการปกครอง ในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น, ติดตามผลการปฏิบัติงานตามนโยบายของ รมว.มท.ในส่วนรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในความดูแลของ รมว.มท.
เล่ากันว่ายุคสมัยที่ท่าน มท.2 ระเห็จเข้าบำเข้าดง หลังจากเป็นนักกิจกรรมมหาวิทยาลัยรามคำแหงรุ่นแรก

จากการสะกดรอยทราบว่าได้เดินทางไปยัง 3 จังหวัดภาคเหนือ เขตงานจังหวัดน่าน, แพร่และเพชรบูรณ์ รวมทั้งรอยต่อของ “เขาค้อ” ซึ่งมีบรรดาสหายร่วมแนวทางรอคอยอยู่ก่อนแล้ว
เพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่กอดคอกลางไพรมีหลายคนเช่นเทิดภูมิ ใจดี, อาคม สุวรรณนพ, สมพงศ์ สระกวี, วิรัตน์ศักดิ์ จิริภาพพงศ์, ก้องเกียรติ คงคา, วิสา คัญทัพ, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, สมานเลือดวงศ์หัด..ฯลฯ…
ทั้งหมดแยกย้ายกันสมบุกสมบันอยู่กลางดงนับเวลาเป็นปี
สมัยที่ตัดสินใจคืนกลับสู่เมือง เพื่อเข้ามาต่อสู้ตามแนวทางประชาธิปไตยในสภานั้นมีขั้นตอนลึกลับซับซ้อนเหมือนหนังเจมส์บอนด์ เพราะสายงานวางแผนให้มีรถรับส่งเป็นทอดๆ
มีการปลอมตัว เปลี่ยนซื่อจัดตั้งกันเรียบร้อย

เย็นวันหนึ่งสายงานจัดตั้งกำหนดให้สหายชำนิ ชุ่มรออยู่ที่ท้ายหมู่บ้านเสรี หัวหมาก ยามโพล้เพล้สลัว ๆ รถเก๋งคันงาม ขับปราดไปจอดรออยู่ “สหายชำนิ” หันซ้ายแลขวาก่อนก้าวพรวดขึ้นไปนั่งบนรถอย่างมั่นใจ
ที่เบาะหลังปรากฏมีสุภาพบุรุษผมยาวใส่แว่นดำนั่งสงวนท่าทีเงียบเชียบอยู่ก่อนแล้ว
รถแล่นไปหลายก็โลเมตรบรรยากาศเงียบสงบต่างคนไม่จำนรรจาซึ่งกันและกันเพราะสายจัดตั้งกำชับห้ามทักกันเด็ดขาด
“สหายชำนิ” เหลือบมองกระจกหน้าหลายครั้งกระทั่งอดรนทนไม่ไหวค่อย ๆ ชะโงกหน้าหันไปกระซิบข้างหูสุภาพบุรุษผู้นั้นเบา ๆ ว่า
“ถึงเอ็งจะใส่วิก…ใส่แว่นดำ แต่กู จำสิวเม็ดเบ้อเริ่มของเอ็งได้ว่ะ”…
สุภาพบุรุษคนดังกล่าวขมวดคิ้ว…สยายยิ้มเล็กน้อย ก่อนถอดแว่นถอดวิกออก…
ฮ่วย!! กลายเป็น มท.5 “สหายพินิจ จารุสมบัติ” (ฮา)


















