การเมือง

กังขารถไฟฟ้า 17-45 บาท


19 ตุลาคม 2026, 11:33 น.

 

กังขารถไฟฟ้า 17-45 บาท

 

รัฐบาลประกาศเป้าหมายเริ่มใช้มาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่น่าสนับสนุน

 

แต่การประกาศนโยบายกับการทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จริง เป็นคนละเรื่องกัน

 

ผมจึงมีคำถาม 10 ข้อ ที่อยากให้กระทรวงคมนาคมชี้แจงให้ชัดเจนก่อนเริ่มดำเนินมาตรการ

 

1. นี่คือการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า หรือการช่วยเหลือค่าโดยสารด้วยเงินภาษี?

แม้รัฐบาลจะประกาศมาตรการค่าโดยสาร 17-45 บาท แต่ในทางปฏิบัติ ผู้โดยสารยังต้องจ่ายค่าโดยสารตามอัตราปกติก่อน แล้วจึงได้รับเงินคืนส่วนต่างผ่านแอปฯ เป๋าตังภายใน 3 วันทำการ

 

ดังนั้น มาตรการนี้จึงเป็นการช่วยเหลือค่าโดยสารด้วยเงินภาษีของรัฐ มากกว่าการลดค่าโดยสารที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บโดยตรง รัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจวิธีดำเนินมาตรการและภาระงบประมาณที่เกิดขึ้น

 

2. ค่าโดยสารขั้นบันไดระหว่าง 17-45 บาท เป็นอย่างไร?

รัฐบาลควรประกาศตารางค่าโดยสารสุทธิที่ประชาชนต้องจ่ายตามระยะทาง รวมถึงกรณีเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า เพื่อให้ผู้โดยสารทราบว่าต้องจ่ายเท่าไร และประหยัดเงินได้จริงกี่บาท

 

โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางระยะสั้นและเดิมจ่ายค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทอยู่แล้ว จะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้มากน้อยเพียงใด? รวมทั้งผู้ที่เดิมจ่ายค่าแรกเข้าไม่ถึง 17 บาท เขาจะประหยัดเงินได้หรือไม่?

 

3. ผู้โดยสารต้องใช้บัตรโดยสารแบบใด และต้องเปลี่ยนบัตรหรือไม่?

ปัจจุบันรถไฟฟ้าแต่ละระบบใช้บัตรและช่องทางชำระเงินแตกต่างกัน ทั้งบัตร Rabbit บัตร EMV บัตร Mangmoom EMV และบัตรเฉพาะของบางระบบ

 

รัฐบาลควรชี้แจงว่าบัตรประเภทใดใช้กับมาตรการนี้ได้บ้าง ต้องเปลี่ยนบัตรหรือไม่ และผู้โดยสารจะเดินทางข้ามสายได้สะดวกเพียงใด เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมใช้สิทธิได้ทั่วถึง

 

4. การเปลี่ยนสายรถไฟฟ้ามีเงื่อนไขเรื่องเวลาหรือไม่?

การเดินทางจากต้นทางถึงปลายทางอาจต้องเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าหลายครั้ง หากมีการกำหนดเวลาสำหรับการเปลี่ยนสายหรือเชื่อมต่อระบบ รัฐบาลควรชี้แจงให้ชัดเจนว่า กรณีต้องออกจากสถานีของสายหนึ่ง แล้วเข้าสถานีของอีกสายหนึ่ง จะมีเวลาให้เปลี่ยนสายได้ไม่เกินกี่นาที

 

5. การเดินทางหนึ่งเที่ยวมีเวลาสูงสุดเท่าไร?

รัฐบาลควรอธิบายหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่า ผู้โดยสารจะสามารถนั่งรถไฟฟ้าในหนึ่งเที่ยว (อาจใช้รถไฟฟ้าหลายสาย) ได้นานเท่าไร เพราะหากไม่กำหนดเงื่อนไขเลย ก็ต้องมีวิธีป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ (เช่น นั่งรถไฟฟ้าเที่ยวเล่น) แต่หากกำหนดเวลาเข้มงวดเกินไป ก็อาจสร้างภาระให้ผู้โดยสารที่จำเป็นต้องเดินทางไกล

 

6. หากระบบคืนเงินผิดพลาด ใครจะรับผิดชอบ?

หากผู้โดยสารจ่ายค่าโดยสารไปแล้ว แต่ไม่ได้รับเงินคืนตามสิทธิ หรือได้รับเงินคืนไม่ถูกต้อง จะต้องติดต่อหน่วยงานใด มีช่องทางร้องเรียนอย่างไร และจะได้รับการแก้ไขภายในกี่วัน?

 

เรื่องนี้ไม่ใช่รายละเอียดเล็กน้อย เพราะเมื่อผู้โดยสารต้องจ่ายเงินไปก่อน ความน่าเชื่อถือของระบบคืนเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องดูแลให้ดี

 

7. หากผู้ประกอบการรถไฟฟ้ามีรายได้เพิ่มขึ้น รัฐควรได้รับส่วนแบ่งด้วยหรือไม่?

หากมาตรการนี้ทำให้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการรถไฟฟ้าก็อาจมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่เมื่อรัฐนำเงินภาษีมาใช้ช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชน รัฐควรได้รับประโยชน์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย และจะกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไรให้เหมาะสมและเป็นธรรม?

 

8. หากดำเนินมาตรการในระยะยาว รัฐบาลจะใช้เงินเท่าไร และนำเงินมาจากไหน?

รัฐบาลประเมินว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 5,800 ล้านบาทในปีแรก แต่หากต้องการให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลควรเปิดเผยด้วยว่า ในปีต่อๆ ไป จะต้องใช้งบประมาณเท่าไร และจะนำเงินมาจากแหล่งใด

 

รัฐบาลควรชี้แจงให้ชัดเจนว่า มาตรการนี้จะดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ โดยไม่สร้างภาระจนกระทบต่อการลงทุนและบริการสาธารณะด้านอื่น

 

9. รัฐบาลจะวัดผลสำเร็จของมาตรการอย่างไร?

เป้าหมายไม่ควรมีเพียงการทำให้ประชาชนจ่ายค่าโดยสารถูกลง แต่ควรพิจารณาด้วยว่ามาตรการช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้า ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และบรรเทาปัญหาการจราจรได้จริงหรือไม่

 

รัฐบาลควรกำหนดตัวชี้วัดและระยะเวลาประเมินผลไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ทราบว่าเงินภาษีที่ใช้ไปก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากน้อยเพียงใด

 

10. ประชาชนจะตรวจสอบการใช้เงินภาษีในมาตรการนี้ได้อย่างไร?

เมื่อเริ่มดำเนินมาตรการแล้ว รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลเป็นระยะๆ ทั้งจำนวนผู้ใช้สิทธิ จำนวนเที่ยวเดินทาง และวงเงินที่รัฐจ่ายคืนให้ประชาชน

 

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่า รัฐใช้เงินภาษีไปเท่าไร จำนวนเงินที่จ่ายคืนสอดคล้องกับการใช้สิทธิจริงหรือไม่ และมาตรการนี้ให้ผลคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไปเพียงใด

 

ผมไม่ได้คัดค้านการช่วยเหลือประชาชนให้มีค่าเดินทางถูกลง เพราะระบบขนส่งมวลชนที่มีค่าใช้จ่ายเหมาะสมย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแน่นอน

 

แต่การใช้งบประมาณแผ่นดินต้องมีหลักเกณฑ์ชัดเจน ตรวจสอบได้ และแสดงให้เห็นว่าประชาชนได้รับประโยชน์จริง

 

โดยสรุป ก่อนถึงวันที่ 1 มกราคม 2570 กระทรวงคมนาคมควรชี้แจงรายละเอียดเหล่านี้ให้ครบถ้วน ไม่ใช่เพียงยืนยันว่าจะเริ่มใช้มาตรการตามกำหนด

 

เพราะการประกาศว่าค่าโดยสารเหลือ 17-45 บาท เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่ประชาชนต้องการรู้จริง ๆ คือ มาตรการนี้จะยั่งยืนจริงหรือ และเงินภาษีที่นำมาใช้ช่วยเหลือนั้นคุ้มค่าหรือไม่

 

แล้วคุณคิดว่า มาตรการนี้ยังมีประเด็นใดที่กระทรวงคมนาคมควรชี้แจงเพิ่มเติมอีกบ้าง?

 

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดการเมือง

เรื่องล่าสุด