<ศักดิ์ศรี>
ทุกอาชีพ ย่อมมีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี ของตัวเอง มิได้มีอาชีพใดที่จะวิเศษวิโสยิ่งใหญ่ไปกว่ากัน เหนือกว่ากัน
ช่วงที่ผมมียศ ร.ต.ท. ตำแหน่งเป็น รอง สวส.สน.ดุสิต ทำหน้าที่นายร้อยเวรสอบสวนคดีอาญา
ร.ต.ท.ปัญญา ปริญญานุสรณ์ เพื่อนรุ่นเดียวกัน เป็นนายร้อยเวรสอบสวนคดีจราจร
ร.ต.ท.ปัญญา มีธุระด่วนฝากเวรให้ผมช่วยดูแล
ผมบอกว่า <ผมไม่เคยทำคดีจราจร ไม่เคยจัดการเรื่องการจราจรมาก่อนเลย>
ร.ต.ท.ปัญญา บอกว่า <ไม่ยาก ถ้ามีเหตุรถเฉี่ยวชนกัน ให้พ่นสีตรงล้อรถไว้ทั้งสองคันขอใบอนุญาตขับขี่คู่กรณีสั่งแยกรถให้ไปโรงพัก ไกล่เกลี่ยดู ถ้าทำไม่สำเร็จให้นัดมาพบใหม่อีกครั้งแล้วจะมาจัดการเอง>
เอาวะ เป็นไงเป็นกัน เพื่อเพื่อน ได้เสมอ
คืนนั้น มีเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกัน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่ถนนพระราม 5
คู่กรณีฝ่ายหนึ่ง เป็นชายหนุ่มรุ่นใหญ่ วัยประมาณ 30 ปีเศษ มากับผู้หญิงสี่ห้าคน
คู่กรณีอีกฝ่าย เป็นหญิงสาว วัยประมาณ 25 ปีเศษ ซึ่งพูดยอมรับผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ผมทำเครื่องหมายบนพื้นเสร็จ ขอใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ สั่งแยกรถและให้ขับรถไปที่ สน.ดุสิต
ฝ่ายหญิงสาวทำตามโดยดี แต่ฝ่ายชายซึ่งมีอาการมึนเมา ไม่ยอม บอกให้ผมต้องทำบันทึกตกลงและยินยอมรับผิดตรงที่เกิดเหตุ
ผมบอกว่า <ผมเป็นพยานให้ได้ว่าอีกฝ่ายพูดยอมรับผิด จุดที่เกิดเหตุนี้อยู่หน้าหน่วยทหาร ช่วงนั้นรถติด และถนนพระราม 5 ก็ไม่กว้างมากนัก>
ชายคนขับรถที่มีอาการมึนเมาไม่ยอมให้ใบอนุญาตขับขี่และไม่ยอมแยกรถ ยืนยันต้องทำบันทึกตรงที่เกิดเหตุเท่านั้น
ขณะนั้นการจราจรติดขัดมากผมตัดสินใจบอกให้หญิงสาวคู่กรณี แยกรถไปโรงพักได้เลย ส่วนชายคู่กรณีผมก็ถือว่าผมบอกกล่าวแล้ว
ที่ สน.ดุสิต ผมให้หญิงสาว นั่งรอคู่กรณีที่เก้าอี้หน้าห้องสอบสวน สักพักใหญ่ ชายคนขับรถคู่กรณีพร้อมกลุ่มหญิงสาวพากันขึ้นมาบน สน. เข้ามาในห้องสอบสวน
หญิงสาวเหล่านั้น แยกย้ายกันนั่งที่เก้าอี้ว่างในห้อง ส่วนชายคนนั้น นั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานผม ทำท่าไขว่ห้าง แต่ยกหัวเข่าเอาหน้าแข้งพาดบนขอบโต๊ะ พร้อมกับวางบัตรประจำตัวข้าราชการบนโต๊ะ
ผมมองดูบัตร เห็นชัดเจนว่าเป็นข้าราชการในสายงาน ที่เมื่อปฏิบัติหน้าที่สามารถชี้ชะตาชีวิตคนได้
ผลักบัตรมาตรงหน้าผม มองหน้าผม แล้วพูดว่า <ขอแจ้งความดำเนินคดีกับนายตำรวจที่ทำหน้าที่จราจร ว่า ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ>
ผมมองหน้าชายคนขับรถที่ยังมีอาการมึนเมาอยู่ พูดว่า <ผมนี่แหละ ตำรวจที่ทำหน้าที่จราจรคนนั้น อยากแจ้งความ เชิญเลย>
ผมออกจากห้องสอบสวน บอกให้เสมียน ปจว. เอาสมุดรับแจ้งเข้ามา และบอกสิบเวรให้โทรศัพท์ไปที่ สน.พญาไท ให้บอกนักข่าวซึ่งชอบไปรวมตัวกันที่นั่นว่า <ขณะนี้ ที่ สน.ดุสิต มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีอาการมึนเมา แสดงกิริยาอาการไม่เหมาะสม>
ผมกลับเข้าไปในห้องสอบสวน ให้เสมียน ปจว. จดบันทึกตามคำบอกของชายคนนั้นไปเรื่อย ๆ
อีกสักครู่เดียว นักข่าวพากันมาเต็มโรงพัก มีการบันทึกภาพ แสงไฟแฟลชวับวาบ และจดรายละเอียดเรื่องราวจากสิบเวรกับหญิงสาวคู่กรณี
ชายคนนั้นหน้าเริ่มถอดสี บรรดาหญิงสาวที่มาด้วย รีบโทรศัพท์กันใหญ่
ต่อมา มีชายอีกคนหนึ่งขึ้นมาบน สน.ดุสิต พวกสาว ๆ พากันยกมือไหว้ พูดคุยกันสักครู่หนึ่ง จึงพากันเข้าไปในห้องสอบสวน ชายคนเมาที่แจ้งความ ก็ยกมือไหว้เช่นกัน
ชายคนที่มาใหม่แนะนำตัวเองกับผมเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เหมือนกันแต่ใหญ่กว่าชายคู่กรณีที่มึนเมา
ได้บอกให้ผมขอขมา ชายคนที่มึนเมานั้น แล้วเลิกลากัน
ผมคิดว่า <ทำไมต้องขอขมาหรือว่าเป็นเพราะสายงานใช่ไหม>
ผมไม่ยอม เพราะว่า ผมไม่ผิด และพูดแบบอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด <ผมทำไม่ได้ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ถ้าผมขอขมาผมคงต้องย้ายตัวเองออกจากนครบาลไปอยู่โรงพักที่ไม่มีใครรู้จักแถวชายแดน เพราะอายลูกน้อง>
ขณะนั้น มีผู้บังคับบัญชามาตรวจโรงพักพอดี ใจชื้นขึ้น เพราะจะได้มีที่พึ่ง
ผมรายงานตัวในการปฏิบัติหน้าที่ รายงานเหตุที่เกิดขึ้น
ผู้บังคับบัญชาพอฟังจบ ก็รีบบอกว่า มีธุระต้องไปด่วน ไม่ตรวจ ไม่บันทึก และไม่ยอมให้คำแนะ คำปรึกษาใด ๆ
ผมโดดเดี่ยวเหมือนเดิม โดดเดี่ยวเหลือเกิน มีแต่สิบเวร เสมียนเวร ยาม ที่มองด้วยสายตาเป็นห่วง
ระหว่างนั้น ชายที่มาใหม่คงได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น บอกผมว่า <ให้เลิกแล้วต่อกันแต่ขอให้ผมช่วยประสานนักข่าวเพื่อไม่ให้เป็นข่าวได้มั้ย>
ผมก็ออกตัวว่า <ไม่ทราบจะประสานได้หรือไม่เพราะแยกย้ายไปหมดแล้ว>
คดี พ.ร.บ.จราจรทางบก ร.ต.ท.ปัญญา มาดำเนินการต่อภายหลังก็ว่ากันไปตามรูปคดี
คดีจราจรเรื่องนี้ เป็นคดีแรกของผม
นี่แหละนะที่เขาพูดกันว่า <ดวงคน>
เมื่อย้ายไปอยู่ สน.พญาไท ผมมียศ ร.ต.อ. เป็นรองสวส. อยู่ 1 ปี พอปีที่ 2 ผมขอผู้บังคับบัญชาลงตำแหน่ง รองสว.จร. เพราะอยากเรียนรู้งานจราจรและการสอบสวนคดีจราจร
ช่วงนั้น อาญา-จราจร แยกสอบสวนกัน
ผมฝึกงานการจัดการจราจรและการสอบสวนคดีจราจร กับ ร.ต.อ.วีระ เที่ยงรอด รองสว.จร.ฯ อาวุโส
สวญ.ฯ ถามผมว่า <เป็น ร.ต.อ. แล้ว ยังจะฝึกงาน เข้าเวรคู่ ไม่อายหรือ>
ผมตอบว่า <ไม่อายครับ เพราะผมไม่เคยทำ ทำไม่เป็น ตอนเป็น ร.ต.ต. ผมยังให้เสมียน ปจว. สอนให้เขียนเลยครับ>
สวญ.ฯ หัวเราะ ไม่พูดอะไร
ผมไม่ใช่คนอวดรู้ ถ้าไม่รู้จริง
ผมไม่ใช่คนชอบเสนอหน้า แม้จะเป็นคนทำจริง
ผมจึงเคยถูกขโมยความชอบ ถูกขโมยอนาคตหลายครั้ง
แต่ในปีสุดท้ายของชีวิตราชการ ผมได้ทุกอย่างกลับคืนมาหมด ทั้ง ยศ ตำแหน่ง ชื่อเสียง และทรัพย์สิน
<ยศ> พล.ต.ต.
<ตำแหน่ง> ผบก.ประจำ บช.ตชด.รรท.ผบก.น.8
<ชื่อเสียง> เจรจาได้กระทรวงพลังงานคืน
<ทรัพย์สิน> ได้รางวัลจากกระทรวงพลังงาน
เกษียณอายุราชการ อย่างมีความสุข
พล.ต.ต.ไอยศูรย์ สิงหนาท

















