คอลัมนิสต์

ศักดิ์ศรี


8 พฤษภาคม 2026, 12:00 น.

 

<ศักดิ์ศรี>

 

ทุกอาชีพ ย่อมมีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี ของตัวเอง มิได้มีอาชีพใดที่จะวิเศษวิโสยิ่งใหญ่ไปกว่ากัน เหนือกว่ากัน

 

ช่วงที่ผมมียศ ร.ต.ท. ตำแหน่งเป็น รอง สวส.สน.ดุสิต ทำหน้าที่นายร้อยเวรสอบสวนคดีอาญา

 

ร.ต.ท.ปัญญา ปริญญานุสรณ์ เพื่อนรุ่นเดียวกัน เป็นนายร้อยเวรสอบสวนคดีจราจร

 

ร.ต.ท.ปัญญา มีธุระด่วนฝากเวรให้ผมช่วยดูแล

 

ผมบอกว่า <ผมไม่เคยทำคดีจราจร ไม่เคยจัดการเรื่องการจราจรมาก่อนเลย>

 

ร.ต.ท.ปัญญา บอกว่า <ไม่ยาก ถ้ามีเหตุรถเฉี่ยวชนกัน ให้พ่นสีตรงล้อรถไว้ทั้งสองคันขอใบอนุญาตขับขี่คู่กรณีสั่งแยกรถให้ไปโรงพัก ไกล่เกลี่ยดู ถ้าทำไม่สำเร็จให้นัดมาพบใหม่อีกครั้งแล้วจะมาจัดการเอง>

 

เอาวะ เป็นไงเป็นกัน เพื่อเพื่อน ได้เสมอ

 

คืนนั้น มีเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกัน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่ถนนพระราม 5

 

คู่กรณีฝ่ายหนึ่ง เป็นชายหนุ่มรุ่นใหญ่ วัยประมาณ 30 ปีเศษ มากับผู้หญิงสี่ห้าคน

 

คู่กรณีอีกฝ่าย เป็นหญิงสาว วัยประมาณ 25 ปีเศษ ซึ่งพูดยอมรับผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ผมทำเครื่องหมายบนพื้นเสร็จ ขอใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ สั่งแยกรถและให้ขับรถไปที่ สน.ดุสิต

 

ฝ่ายหญิงสาวทำตามโดยดี แต่ฝ่ายชายซึ่งมีอาการมึนเมา ไม่ยอม บอกให้ผมต้องทำบันทึกตกลงและยินยอมรับผิดตรงที่เกิดเหตุ

 

ผมบอกว่า <ผมเป็นพยานให้ได้ว่าอีกฝ่ายพูดยอมรับผิด จุดที่เกิดเหตุนี้อยู่หน้าหน่วยทหาร ช่วงนั้นรถติด และถนนพระราม 5 ก็ไม่กว้างมากนัก>

 

ชายคนขับรถที่มีอาการมึนเมาไม่ยอมให้ใบอนุญาตขับขี่และไม่ยอมแยกรถ ยืนยันต้องทำบันทึกตรงที่เกิดเหตุเท่านั้น

 

ขณะนั้นการจราจรติดขัดมากผมตัดสินใจบอกให้หญิงสาวคู่กรณี แยกรถไปโรงพักได้เลย ส่วนชายคู่กรณีผมก็ถือว่าผมบอกกล่าวแล้ว

 

ที่ สน.ดุสิต ผมให้หญิงสาว นั่งรอคู่กรณีที่เก้าอี้หน้าห้องสอบสวน สักพักใหญ่ ชายคนขับรถคู่กรณีพร้อมกลุ่มหญิงสาวพากันขึ้นมาบน สน. เข้ามาในห้องสอบสวน

 

หญิงสาวเหล่านั้น แยกย้ายกันนั่งที่เก้าอี้ว่างในห้อง ส่วนชายคนนั้น นั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานผม ทำท่าไขว่ห้าง แต่ยกหัวเข่าเอาหน้าแข้งพาดบนขอบโต๊ะ พร้อมกับวางบัตรประจำตัวข้าราชการบนโต๊ะ

 

ผมมองดูบัตร เห็นชัดเจนว่าเป็นข้าราชการในสายงาน ที่เมื่อปฏิบัติหน้าที่สามารถชี้ชะตาชีวิตคนได้

 

ผลักบัตรมาตรงหน้าผม มองหน้าผม แล้วพูดว่า <ขอแจ้งความดำเนินคดีกับนายตำรวจที่ทำหน้าที่จราจร ว่า ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ>

 

ผมมองหน้าชายคนขับรถที่ยังมีอาการมึนเมาอยู่ พูดว่า <ผมนี่แหละ ตำรวจที่ทำหน้าที่จราจรคนนั้น อยากแจ้งความ เชิญเลย>

 

ผมออกจากห้องสอบสวน บอกให้เสมียน ปจว. เอาสมุดรับแจ้งเข้ามา และบอกสิบเวรให้โทรศัพท์ไปที่ สน.พญาไท ให้บอกนักข่าวซึ่งชอบไปรวมตัวกันที่นั่นว่า <ขณะนี้ ที่ สน.ดุสิต มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีอาการมึนเมา แสดงกิริยาอาการไม่เหมาะสม>

 

ผมกลับเข้าไปในห้องสอบสวน ให้เสมียน ปจว. จดบันทึกตามคำบอกของชายคนนั้นไปเรื่อย ๆ

 

อีกสักครู่เดียว นักข่าวพากันมาเต็มโรงพัก มีการบันทึกภาพ แสงไฟแฟลชวับวาบ และจดรายละเอียดเรื่องราวจากสิบเวรกับหญิงสาวคู่กรณี

 

ชายคนนั้นหน้าเริ่มถอดสี บรรดาหญิงสาวที่มาด้วย รีบโทรศัพท์กันใหญ่

 

ต่อมา มีชายอีกคนหนึ่งขึ้นมาบน สน.ดุสิต พวกสาว ๆ พากันยกมือไหว้ พูดคุยกันสักครู่หนึ่ง จึงพากันเข้าไปในห้องสอบสวน ชายคนเมาที่แจ้งความ ก็ยกมือไหว้เช่นกัน

 

ชายคนที่มาใหม่แนะนำตัวเองกับผมเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เหมือนกันแต่ใหญ่กว่าชายคู่กรณีที่มึนเมา

 

ได้บอกให้ผมขอขมา ชายคนที่มึนเมานั้น แล้วเลิกลากัน

 

ผมคิดว่า <ทำไมต้องขอขมาหรือว่าเป็นเพราะสายงานใช่ไหม>

 

ผมไม่ยอม เพราะว่า ผมไม่ผิด และพูดแบบอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด <ผมทำไม่ได้ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ถ้าผมขอขมาผมคงต้องย้ายตัวเองออกจากนครบาลไปอยู่โรงพักที่ไม่มีใครรู้จักแถวชายแดน เพราะอายลูกน้อง>

 

ขณะนั้น มีผู้บังคับบัญชามาตรวจโรงพักพอดี ใจชื้นขึ้น เพราะจะได้มีที่พึ่ง

 

ผมรายงานตัวในการปฏิบัติหน้าที่ รายงานเหตุที่เกิดขึ้น

 

ผู้บังคับบัญชาพอฟังจบ ก็รีบบอกว่า มีธุระต้องไปด่วน ไม่ตรวจ ไม่บันทึก และไม่ยอมให้คำแนะ คำปรึกษาใด ๆ

 

ผมโดดเดี่ยวเหมือนเดิม โดดเดี่ยวเหลือเกิน มีแต่สิบเวร เสมียนเวร ยาม ที่มองด้วยสายตาเป็นห่วง

 

ระหว่างนั้น ชายที่มาใหม่คงได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น บอกผมว่า <ให้เลิกแล้วต่อกันแต่ขอให้ผมช่วยประสานนักข่าวเพื่อไม่ให้เป็นข่าวได้มั้ย>

 

ผมก็ออกตัวว่า <ไม่ทราบจะประสานได้หรือไม่เพราะแยกย้ายไปหมดแล้ว>

 

คดี พ.ร.บ.จราจรทางบก ร.ต.ท.ปัญญา มาดำเนินการต่อภายหลังก็ว่ากันไปตามรูปคดี

 

คดีจราจรเรื่องนี้ เป็นคดีแรกของผม

 

นี่แหละนะที่เขาพูดกันว่า <ดวงคน>

 

เมื่อย้ายไปอยู่ สน.พญาไท ผมมียศ ร.ต.อ. เป็นรองสวส. อยู่ 1 ปี พอปีที่ 2 ผมขอผู้บังคับบัญชาลงตำแหน่ง รองสว.จร. เพราะอยากเรียนรู้งานจราจรและการสอบสวนคดีจราจร

 

ช่วงนั้น อาญา-จราจร แยกสอบสวนกัน

 

ผมฝึกงานการจัดการจราจรและการสอบสวนคดีจราจร กับ ร.ต.อ.วีระ เที่ยงรอด รองสว.จร.ฯ อาวุโส

 

สวญ.ฯ ถามผมว่า <เป็น ร.ต.อ. แล้ว ยังจะฝึกงาน เข้าเวรคู่ ไม่อายหรือ>

 

ผมตอบว่า <ไม่อายครับ เพราะผมไม่เคยทำ ทำไม่เป็น ตอนเป็น ร.ต.ต. ผมยังให้เสมียน ปจว. สอนให้เขียนเลยครับ>

 

สวญ.ฯ หัวเราะ ไม่พูดอะไร

 

ผมไม่ใช่คนอวดรู้ ถ้าไม่รู้จริง

 

ผมไม่ใช่คนชอบเสนอหน้า แม้จะเป็นคนทำจริง

 

ผมจึงเคยถูกขโมยความชอบ ถูกขโมยอนาคตหลายครั้ง

 

แต่ในปีสุดท้ายของชีวิตราชการ ผมได้ทุกอย่างกลับคืนมาหมด ทั้ง ยศ ตำแหน่ง ชื่อเสียง และทรัพย์สิน

 

<ยศ> พล.ต.ต.

 

<ตำแหน่ง> ผบก.ประจำ บช.ตชด.รรท.ผบก.น.8

 

<ชื่อเสียง> เจรจาได้กระทรวงพลังงานคืน

 

<ทรัพย์สิน> ได้รางวัลจากกระทรวงพลังงาน

 

เกษียณอายุราชการ อย่างมีความสุข

 

พล.ต.ต.ไอยศูรย์ สิงหนาท

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดคอลัมนิสต์

เรื่องล่าสุด