คอลัมนิสต์

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช <ตอนที่ 1>


7 พฤศจิกายน 2026, 12:15 น.

 

<สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช>

 

<ตอนที่ 1>

 

นักประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุด ของกระบวนการสร้างชาติ จนสามารถพัฒนามาเป็นประเทศไทยในทุกวันนี้ได้ คือช่วงเวลาหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ในปี พ.ศ.2310

 

ขณะนั้นอาณาจักร ได้เกิดการแตกแยกออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆ ตามภาค คือ

 

  • นครศรีธรรมราช มีอำนาจเหนือภาคใต้ทั้งหมด

 

  • นครราชสีมาและพิมาย มีอิทธิพลครอบคลุม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

  • จันทบุรี เป็นหัวเมืองใหญ่ที่สุด ทางภาคตะวันออก

 

หลังจากกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย ผู้นำตามหัวเมืองแต่ละแห่งพากันสถาปนาตัวเอง ขึ้นเป็นเจ้าผู้ปกครองนคร อีกทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี และลักษณะของประชาชน ในแต่ละภาค ที่ค่อนข้างแตกต่างกัน มีโอกาสที่จะทำให้เกิด การแตกออกเป็นประเทศต่าง ๆ ทันที

 

แต่คาดว่า พม่าคงยกทัพใหญ่ แบบสงครามเก้าทัพ มาปราบหัวเมืองเหล่านี้ในภายหลัง

 

ส่วนภาคเหนือ อยุธยาและภาคกลางทั้งหมด พม่าประกาศไปทั่วโลกว่า เป็นส่วนหนึ่งของพม่า และอังกฤษซึ่งเข้ามายึดพม่าเป็นเมืองขึ้น ต้องประกาศรับรองตามหลักสากลอย่างแน่นอน หลังจากนั้นเขตแดนประเทศ จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกต่อไป

 

ในการเสียกรุงฯ ครั้งที่สอง กรุงศรีอยุธยาได้ถูกพม่าทำลาย อย่างถอนรากถอนโคน ชนิดที่ว่าไม่ให้มีโอกาสฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พม่าเคยทำสำเร็จ มาครั้งหนึ่งแล้วกับมอญ

 

ก่อนหน้าที่พม่าจะมาตีกรุงศรีอยุธยาแตกไม่กี่ปี พระเจ้าอลองพญาได้ยกทัพเข้าตีหงสาวดี เมืองหลวงของมอญ แล้วเผาเมืองจนราบคาบ

 

แม้ว่าในอดีต มอญจะมีกษัตริย์ ที่เก่งกล้าสามารถหลายพระองค์ ถึงขนาดเคยตีอังวะ เมืองหลวงของพม่าสำเร็จ แต่ในช่วงเวลาวิกฤติของการสร้างชาติ มอญกลับไม่สามารถหาผู้นำในการกู้เอกราชคืนมา ทำให้มอญที่เป็นเชื้อชาติหลักของพม่า ซึ่งมีศักดิ์และสิทธิ์เหนือดินแดนนั้นมาก่อนหลายพันปี จนชาวต่างชาติพากันเรียกขานดินแดนแห่งนั้นว่า รามัญประเทศ มาแต่โบราณกาล วันหนึ่งกลับต้องกลายมาเป็นชนกลุ่มน้อย ไม่มีอาณาเขตประเทศเป็นของตนเอง และถูกคนเชื้อสายพม่า กดขี่ข่มเหงอยู่ตลอดเวลาตราบจนปัจจุบัน

 

ครั้งที่กรุงศรีอยุธยาแตก ชาวอยุธยาเสียชีวิตไปประมาณสามแสนคน ที่เหลือถูกกวาดต้อนกลับไปพม่า ไม่มีใครเลยที่คิดจะลุกขึ้นมา เป็นผู้นำในการกอบกู้ชาติบ้านเมือง ต่างคนต่างหนีเอาตัวรอด บ้างก็เข้าสวามิภักดิ์กับพม่า เช่น เชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าเอกทัศหลายพระองค์ ยอมเข้าด้วยกับแม่ทัพพม่า เพื่อให้ไม่ถูกประหารชีวิต

 

พม่าเป็นชาตินักรบที่เก่งกล้า เป็นมหาอำนาจ ของดินแดนแถบนี้ในยุคนั้น แม้แต่กองทัพจีนและอินเดีย ก็เคยถูกพม่าตีจนแตกพ่ายไป

 

การที่คิดจะกู้ชาติไม่ใช่เรื่องง่าย และเชื้อสายราชวงศ์ไทย ก็ถูกเข่นฆ่า หรือควบคุมตัว ไปอยู่ที่พม่าจนหมด

 

ในช่วงเวลานั้น โอกาสสิ้นชาติไทย มีสูงมากถ้าไม่มีทหารเอกที่ชื่อ <พระยาตาก> พาทหารห้าร้อยนาย ตีฝ่าวงล้อมของทหารพม่าออกมา

 

แล้วเรื่องเหลือเชื่อ ก็เกิดขึ้นชั่วเวลาเพียงเจ็ดเดือน หลังจากเสียกรุง ได้มีกองทัพเรือกว่าร้อยลำ ระดมพลมาจากเมืองจันทบุรี แล่นลัดเลาะชายฝั่งตะวันออก มาจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วกรรเชียงฝ่ากระแสน้ำเข้าสู่อยุธยา ทำสงครามไล่ฆ่าฟันพวกพม่าล้มตาย แตกทัพกระจัดกระจาย รวมถึงการสังหารสุกี้พระนายกอง แม่ทัพพม่า ผู้ซึ่งเคยฆ่าล้างบางชาวบ้านบางระจัน อย่างโหดเหี้ยม

 

ในที่สุด กองทัพเรือก็ชิง กรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้ ทำให้เอกราชกลับมาเป็นของไทยอีกครั้งหนึ่ง ผู้นำในการต่อสู้ครานั้นก็คือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั่นเอง

 

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเริ่มต้นชีวิตราชการอย่างนายทหารสามัญผู้หนึ่ง ที่มีความรักชาติอย่างแรงกล้า และเกิดในตระกูลคนจีนที่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ จึงไม่มีพระบารมีโดยกำเนิด

 

การกู้ชาติและสร้างชาติ สำหรับพระองค์ จึงลำบากนากเข็ญกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใด

 

การกู้ชาติว่ายากแล้ว แต่การสร้างชาติขึ้นมาใหม่ ยากกว่านั้น อยุธยาโดนเผาทำลาย จนไม่เหลืออะไรเลย พระองค์ต้องไล่ตีเมืองต่าง ๆ กลับคืนมา คือ นครศรีธรรมราช โคราช พิมาย พิษณุโลกและเชียงใหม่ เลยไปถึงลาว เขมร ทวาย มะริด ตะนาวศรี กลันตัน ตรังกานู และไทรบุรี
เพื่อรวบรวมผืนแผ่นดิน ให้พวกเราได้อยู่อาศัยตราบจนทุกวันนี้

 

/////

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดคอลัมนิสต์

เรื่องล่าสุด