สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
<ตอนที่ 2>
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะทรงเสด็จออกนำหน้าทัพ เมื่อทำศึกสงคราม ซึ่งในขณะนั้น มีการใช้ปืนกันอย่างแพร่หลายแล้ว จึงเป็นการเสี่ยงอันตรายอย่างมาก
สงครามรวมชาติครั้งแรก ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เริ่มต้นด้วยการเลือกตี เมืองที่แข็งแกร่งที่สุด คือพิษณุโลกก่อน ด้วยมีพระราชดำริว่า ถ้าทำสำเร็จ การรวมหัวเมือง อื่น ๆ ต่อจากนั้นก็น่าจะเป็นการง่ายขึ้น
แต่เจ้าพระยาพิษณุโลก มีความสามารถ ทางการรบสูง ส่งทัพมาดักรอโจมตี บริเวณปากน้ำโพนครสวรรค์ และเกิดการปะทะกันขึ้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จออกนำหน้า และทรงถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บ ทำให้ต้องถอนทัพกลับกรุงธนบุรีโดยด่วน การชิงเมืองครั้งแรกล้มเหลว
ความล้มเหลวจากการตีเมืองพิษณุโลก ทำให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ โดยเลือกตีเมืองที่อ่อนแอก่อน นั่นคือเมืองพิมายและเมืองนครราชสีมา ขณะนั้นพิมายเป็นหัวเมืองใหญ่กว่านครราชสีมา มีอิทธิพลครอบคลุม ไปจรดดินแดนลาว ล้านช้าง และกัมพูชา จัดว่า มีอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก
เมื่อทรงหายประชวร จากบาดแผลที่ต้องกระสุนปืนดีแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงจัดทัพเพื่อบุกตีพิมายในทันที เจ้าเมืองพิมายในขณะนั้นคือ กรมหมื่นเทพพิพิธ ที่หนีทัพพม่า มาตั้งตนเป็นใหญ่ที่นี่ พงศาวดารบันทึกไว้ว่า เป็นเจ้านายที่มีพระปรีชาสามารถมาก ไม่แพ้พระเจ้าอุทุมพร เพียงแต่เกิดจากนางสนม จึงไม่มีโอกาสขึ้นครองราชย์
แต่อย่างไรก็ตาม กรมหมื่นเทพพิพิธ ก็มิอาจสู้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ หลังจากเมืองพิมายแตก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็มีพระเมตตา หมายจะชุบเลี้ยงไว้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มาเข้าเฝ้า แต่กรมหมื่นเทพพิพิธกลับแสดงกิริยาก้าวร้าว ยโสโอหังต่อหน้าพระที่นั่ง
จึงถูกนำไปประหารชีวิต
หลังจากยึดเมืองพิมายและเมืองนครราชสีมาได้ พระองค์ทรงทัพต่อไป ที่เมืองนครศรีธรรมราช ปรากฏว่า เมืองนครศรีธรรมราช แข็งแกร่งกว่าที่คิด สองแม่ทัพบก คือ พระยาเพชรบุรีและพระยาศรีพิพัฒน์ ได้เสียชีวิตขณะเข้าตีเมือง
กองทัพเรือของสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช ตัดสินใจ เปลี่ยนมาบุกเมืองนครศรีธรรมราชทางน้ำ แบบสายฟ้าแลบ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช คิดไม่ถึงว่า กองทัพกรุงธนบุรีจะมาทางเรือ จึงไม่ได้วางแผนคอยสกัดไว้ กว่าจะรู้ตัวก็ถูกเข้าประชิด ปากน้ำเมืองนครศรีธรรมราชแล้ว
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงนำหน้ายกพลขึ้นบก ตีกองทหารที่รักษาเมืองจนแตก
เมื่อเจ้าพระยานครศรีธรรมราช เห็นว่าจวนตัวสู้ไม่ได้แน่ จึงหนีไปอาศัยอยู่กับสุลต่านแห่งเมืองปัตตานี
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงใช้เวลาเพียง 1 ปี คือ พ.ศ.2312 เท่านั้น ในการกู้ชาติ
หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ ก็ทรงสามารถรวบรวมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ทั้งหมด เข้าไว้ในราชอาณาจักรธนบุรี ได้สำเร็จ
หลังจากที่รวบรวมภาคใต้ได้ ปีต่อมา พ.ศ.2313 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ทรงจัดทัพขึ้นตีเมืองพิษณุโลกเป็นครั้งที่สอง ด้วยบทเรียนความล้มเหลวจากครั้งก่อน ทำให้มีการวางแผนการรบ อย่างรอบคอบ เมืองพิษณุโลก ถูกตีแตกอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็มีรับสั่งให้กองทัพ
เดินทางขึ้นเหนือต่อไป เพื่อยึดเมืองสวางคบุรี
เมื่อยึดเมืองพิษณุโลกและสวางคบุรีได้สมบูรณ์แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอภัยรณฤทธิ์ <ทองด้วง ซึ่งต่อมาคือ ร.1 > ขุนศึกที่มีบทบาทสำคัญในการกู้ชาติเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระองค์ เลื่อนตำแหน่งเป็น <พระยายมราช> ปกครองหัวเมือง ฝ่ายเหนือทั้งหมด
แล้วศึกที่สำคัญที่สุดก็มาถึง นั่นคือการยึดเมือง <เชียงใหม่> ที่ฝ่ายพม่าครอบครองอยู่ เป็นการเปิดศึกกับพม่าโดยตรง ผลปรากฏว่า แม้พระเจ้าตากกับเจ้าพระยาสุรสีห์ <พระอนุชา ร.1> และพระยายมราช <ต่อมาคือ ร.1> ร่วมกันต่อสู้สุดกำลัง ก็ยังไม่อาจเอาชนะได้ สูญเสียไพร่พลไปมากมาย จนต้องถอยทัพกลับธนบุรี
หลังจากกลับจากศึกเชียงใหม่ครั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนตำแหน่งให้ พระยายมราชเป็น <เจ้าพระยาจักรี>
กลับมาตั้งหลักที่กรุงธนบุรีได้สามปี ก็เตรียมการตีเชียงใหม่ เป็นครั้งที่สอง
ทรงโปรดให้ เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์สองพี่น้องเข้าเฝ้าฯ แล้วแต่งตั้งให้เป็น แม่ทัพหน้า ยกพลขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่
คราวนี้ไม่พลาด เจ้าพระยาจักรี นำทัพเข้าตีประตูสวนดอก ทางด้านตะวันตก และประตูเมืองเชียงใหม่ ทางด้านใต้แตก ส่วนเจ้าพระยาสุรสีห์ นำทัพเข้าตีทางด้านตะวันออก จนประตูท่าแพแตกกระจุย เจ้าเมืองเชียงใหม่ อาศัยประตูทางด้านเหนือ ที่เหลืออยู่ หนีกลับประเทศไป
ครานี้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงปีติโสมนัสมากกว่าการชนะศึกทุกครั้งที่ผ่านมา ขณะที่ข้าหลวงเข้ามาทูลว่า เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ ตีเชียงใหม่แตกแล้ว พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ ตบพระเพลาทั้งสองข้าง ทรงพระสรวลและตรัสว่า
<ศึกครั้งนี้เก่งทั้งพี่ทั้งน้อง นี่จะว่าพี่หรือน้องดีกว่ากันไฉน>
การตีเชียงใหม่ครั้งนี้ ยึดอาวุธและพาหนะ ได้เป็นจำนวนมาก เช่น ปืนใหญ่เป็นจำนวนถึง 2,110 กระบอก ม้า 200 ตัว
หลังจากรวมชาติ ทุกภาคได้สำเร็จ ยังมิทันได้พักผ่อนพระวรกาย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ต้องพบกับ ศึกเอาคืนครั้งใหญ่ที่สุดจากพม่า
นำโดยแม่ทัพนามระบือโลก ผู้สร้างความเข็ดขยาด ให้กับกองทัพจีนและอินเดียมาแล้ว ที่ชื่อว่า <อะแซหวุ่นกี้>
















