ได้เวลาบอกความจริงกับประชาชน เร่งเดินหน้ามาตรการฝ่าวิกฤติน้ำมัน
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร อดีต สส.พรรคก้าวไกล โพสต์…
ผมคิดว่าสถานการณ์ในขณะนี้ ซึ่งกองทุนน้ำมันต้องเข้าไปพยุงราคาดีเซลสูงถึงลิตรละ 20.36 บาท และแก๊สโซฮอล์ 91/95 สูงถึงลิตรละ 9.73 บาท นั้น หมายความว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริง ณ วันนี้ มีราคาแพงถึงลิตรละ 50.30 บาท ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 91/95 อยู่ที่ลิตรละ 40.41 บาท และ 40.78 บาท ตามลำดับ ดังนั้น หากไม่มีกองทุนน้ำมันคอยพยุงราคาเอาไว้ ราคาน้ำมันดีเซลในวันนี้จะกลายเป็นราคาที่แพงที่สุดในประวัติการณ์ และแพงกว่าช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 ที่เคยอยู่ที่ลิตรละ 44.24 บาท
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากรัฐบาลไม่มีมาตรการที่จริงจังในการลดการใช้น้ำมันลง กองทุนน้ำมันจะต้องอุดหนุนสูงถึงวันละประมาณ 1,700 ล้านบาท และยังมีความเป็นไปได้ว่าจะต้องอุดหนุนเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากมีการประเมินว่าราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาจขยับทะลุสถิติเดิมในปี พ.ศ. 2551 ที่ระดับ 147 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้ หากเป็นเช่นนั้น และรัฐบาลยังไม่ยอมบอกความจริงกับประชาชน พร้อมทั้งไม่ดำเนินมาตรการลดการใช้น้ำมันอย่างจริงจัง กองทุนน้ำมันอาจต้องแบกรับภาระต่อวันสูงถึง 2,500 ล้านบาท
นั่นหมายความว่า หากรัฐบาลยังไม่ยอมรับว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเป็น “วิกฤติการณ์น้ำมัน” ยังไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อประชาชน และยังคงตรึงราคาน้ำมันเช่นนี้ต่อไป กองทุนน้ำมันจะต้องแบกรับภาระอย่างหนักหน่วงถึงเดือนละ 50,000–75,000 ล้านบาท
ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา ไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิรัฐบาลเลย เพราะวิกฤติการณ์น้ำมันที่เกิดขึ้นนี้ มิได้เกิดจากการกระทำของรัฐบาล หากแต่เป็นผลจากภาวะสงครามระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ซึ่งรัฐบาลต้องเป็นผู้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังคงดึงดันตรึงราคาน้ำมันต่อไป ก็จะทำให้ประชาชนไม่ได้รับรู้สถานการณ์ที่แท้จริง และไม่เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ ต่อให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงินมาอุดหนุนกองทุนน้ำมัน ผมขอยืนยันว่าอย่างไรก็ไม่เพียงพอ และท้ายที่สุด เมื่อกองทุนน้ำมันไม่สามารถแบกรับภาระได้อีกต่อไป รัฐบาลก็จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ “ลอยตัวแบบบังคับ” ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันดีเซลกระชากขึ้นไปถึง 50–60 บาทภายในชั่วข้ามคืน โดยมีบางบริบทที่คล้ายคลึงกับวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเข้าไปพยุงค่าเงินบาทไว้ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จนเงินสำรองลดลงอย่างมาก และสุดท้ายต้องปล่อยให้ค่าเงินลอยตัวตามกลไกตลาด
จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ซึ่งอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซมาตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันประมาณ 20% ของโลก ประกอบกับท่าทีของอิหร่านที่พร้อมจะโจมตีท่าเรือและศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือฟูไจราห์ (Fujairah) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และท่าเรือราส ทานูรา (Ras Tanura) ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีปริมาณส่งออกสูงถึง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน มากกว่าเกาะคาร์ก (Kharg) ของอิหร่านที่ส่งออกประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ในขณะที่อิหร่านส่งออกน้ำมันประมาณวันละ 3 ล้านบาร์เรล ประเทศอื่น ๆ ที่ส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีปริมาณรวมกันประมาณ 17 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้น ท่าทีของอิหร่านจึงชัดเจนว่า พร้อมจะแลกการส่งออกน้ำมันของตนเองที่ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน กับน้ำมันของโลกที่ 17 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจจากวิกฤติการณ์น้ำมันบีบให้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยอมรับข้อตกลงหยุดยิงตามเงื่อนไขที่ตนต้องการ
ผมเชื่อว่ายุทธศาสตร์การรบในครั้งนี้ของอิหร่าน เป็นสิ่งที่สหรัฐอเมริกาไม่ได้คาดการณ์และเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้า โดยสังเกตได้จากท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ส่งเรือรบเข้ามาช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาประกาศเตรียมส่งเรือรบ USS Tripoli จากฐานปฏิบัติการที่โอกินาวา พร้อมกำลังนาวิกโยธินที่ 31 จำนวนประมาณ 2,500 นาย ซึ่งการจัดตั้งกองเรือดังกล่าวต้องใช้เวลาประมาณ 1–2 สัปดาห์ สะท้อนว่าสหรัฐอเมริกาไม่ได้ประเมินว่าสงครามครั้งนี้จะยืดเยื้อ และคาดว่าจะจบลงอย่างรวดเร็ว คล้ายกับเหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า “สงคราม 12 วัน” ในช่วงวันที่ 13–24 มิถุนายน พ.ศ. 2568
อย่างไรก็ตาม การระดมกำลังนาวิกโยธินและเรือรบของสหรัฐอเมริกาก็สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะไม่ได้เตรียมรับมือกับสงครามยืดเยื้อ แต่เมื่ออิหร่านไม่ยอมถอย สหรัฐอเมริกาก็ไม่สามารถถอยได้เช่นกัน ส่งผลให้วิกฤติการณ์น้ำมันครั้งนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะยืดเยื้อ และอาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอเสนอว่า รัฐบาลควรบอกความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ให้ประชาชนไทยได้รับรู้ว่าวิกฤติการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นวิกฤติที่รุนแรง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อผ่านพ้นไปให้ได้
รัฐบาลควรจัดตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤติการณ์น้ำมัน (ศบว.)” เพื่อสื่อสารสถานการณ์และสถานะของกองทุนน้ำมันต่อประชาชนอย่างโปร่งใสในทุกวัน เพื่อให้ประชาชนตระหนักว่าการดำเนินชีวิตแบบเดิมไม่สามารถทำได้อีกต่อไป
รัฐบาลควรทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน โดยใช้กองทุนน้ำมันพยุงไม่ให้ราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป เพื่อให้การใช้กองทุนมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยผมเสนอให้ทยอยปรับราคาดีเซลจาก 29.94 บาทต่อลิตรในปัจจุบันขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่เห็นด้วยกับการตรึงราคาไว้ที่ระดับใดระดับหนึ่ง เช่น 33 บาทต่อลิตร เนื่องจากจะกระตุ้นให้เกิดการกักตุนเพื่อเก็งกำไร ซึ่งยากต่อการควบคุมในภาวะวิกฤติ การปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยให้พฤติกรรมการใช้น้ำมันของประชาชนปรับตัว และใช้กลไกราคาในการลดอุปสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รัฐบาลควรยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมันแบบเต็มจำนวนในทุกลิตรที่ออกจากหัวจ่าย และหันไปใช้งบประมาณช่วยเหลืออย่างมียุทธศาสตร์ เช่น
- อุดหนุนค่าน้ำมันให้ภาคขนส่ง และรถโดยสารสาธารณะ ตลอดจนภาคการเกษตร
- พิจารณาดำเนินโครงการรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี หรืออุดหนุนค่าโดยสารรถไฟฟ้า
- ส่งเสริมการทำงานแบบ Work from Home โดยใช้มาตรการภาษีจูงใจ
- อุดหนุนราคาปุ๋ยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
ปัจจุบัน จากการสอบถามผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน หลายรายระบุว่าน้ำมันที่ได้รับมีเพียง 30–50% ของปริมาณที่สั่ง ซึ่งผมเชื่อว่าคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ของ PTG Energy ย่อมรับรู้ปัญหานี้เป็นอย่างดี ดังนั้น หากไม่เร่งบอกความจริงกับประชาชน และไม่เร่งปรับพฤติกรรมการใช้น้ำมัน ปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ย่อมเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุด ผมขอย้ำอีกครั้งด้วยความจริงใจว่า วิกฤติการณ์ครั้งนี้ มิใช่สิ่งที่ผมต้องการจะกล่าวโทษรัฐบาล หากแต่เป็นความตั้งใจที่จะเสนอแนวทาง เพื่อให้รัฐบาลกล้าตัดสินใจ และกล้าบอกความจริงกับประชาชน แม้ว่าความจริงนั้นจะเป็นข่าวร้ายก็ตาม เพราะมีเพียงความจริงเท่านั้นที่จะทำให้พวกเราทุกคนเข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริง และร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อพาประเทศไทย และประชาชนทุกคนก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง

















