<เมื่อตำรวจเป็นนักการเมือง>
ปลายปี พ.ศ. 2539 ผมขาลอยจากเก้าอี้ รอง ผกก.ด่าน ตม.ภูเก็ต ไปเป็น รอง ผกก.รร.น.
มีเสียงโทรศัพท์ในห้องทำงานดังขึ้น รู้สึกแปลกใจ เพราะไม่ได้บอกใคร ถ้าเป็นคนรู้จัก ก็น่าจะโทร. เข้าเครื่องมือถือ
<สวัสดีครับ> ผมรับสายแล้วทักไป
เสียงเล็ก ๆ ของผู้ชายคนหนึ่งพูดมา รู้สึกคุ้น ๆ หูอยู่เหมือนกัน
<ไอยศูรย์เหรอ พี่…นะ>
ผมถามอีกว่า <ขอโทษครับ พี่ชื่ออะไรครับ>
เสียงตอบว่า <พี่…นะ พี่มีเรื่องคุยกับไอยศูรย์>
ผมจำได้แล้ว พี่…เป็นอดีต สวญ.สภ. ผมเคยทำงานกับพี่…
เสียงพี่…พูดต่ออีกว่า <ไอยศูรย์อยากเป็นผู้กำกับมั้ย พี่ช่วยได้นะ>
ผมบอกไปว่า <อยากเป็นครับ ขอบคุณครับ>
พี่…พูดว่า <พี่เป็น สส. และเป็นที่ปรึกษา ม.ท.1 รู้มั้ย>
ผมบอกว่า <ทราบครับ>
พี่…บอกว่า <พี่อยากให้ไอยศูรย์ช่วยอะไรพี่บางอย่างนะ>
ผมเอะใจ แต่ก็พูดว่า <พี่จะให้ผมช่วยอะไรครับ>
พี่…พูดช้า ๆ ว่า <พี่ขอข้อมูลเชิงลึกเฉพาะตัวของพี่หล้างกับเฉลิม ถ้าผลเป็นที่พอใจ ไอยศูรย์เลือกที่ลงได้เลยนะ>
พี่หล้างคือ พล.ต.อ. สล้าง บุนนาค ผมเคยเป็นนายเวรท่าน
เฉลิม คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ที่สนิทสนมกับ พล.ต.อ. สล้าง
ข้อมูลเชิงลึกน่าจะทำให้พี่…ได้รับความไว้วางใจจาก ม.ท.1 มากขึ้น เพราะช่วงเวลาขณะนั้น พล.ต.อ.สล้าง มีปัญหาขัดแย้ง กับ ม.ท.1 และ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นฝ่ายค้าน
ผมตอบพี่…ทันทีแบบไม่ต้องคิด <ถ้าวันนี้ ผมทรยศต่อท่านสล้างและพี่เหลิมได้ วันหน้า ผมก็ทรยศพี่ได้เหมือนกัน เพราะผมเคยอยู่หน้าห้องพี่
รู้ว่า พี่ทำอะไร อย่าให้ผมทำเลยครับ>
เสียงพี่…ละล่ำละลักพูดกลับทันทีเหมือนกัน <งั้นตกลง เราไม่เคยพูดอะไรกันนะ ไม่เคยติดต่อกันนะ> แล้วพี่…ก็วางสายไปทันที
การเมือง ทำให้ตำรวจที่ไปเล่นการเมืองเปลี่ยนไป เพราะการเมืองมีพรรค มีพวก มีฝ่ายของตนเอง มีฝ่ายตรงกันข้าม
แต่ถ้ามีการแลกเปลี่ยนที่สมประโยชน์ การเมืองก็ดลบันดาลอนาคตให้ได้เหมือนกัน
จึงมีข้าราชการจำนวนไม่น้อย ที่ไปรับใช้นักการเมือง แบบไร้ศักดิ์ศรี
ส่วนคนมากศักดิ์ศรีอย่างผม ก็อยู่ต่อไป ตามกฎของ ตร. และ ก.ตร. แม้ตัวจะเล็ก ยศตำแหน่งจะน้อย แต่ขอโทษ <เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน ผินหน้าไม่อายใคร>
ใจไม่ด้านพอ เหมือนเพลงที่อริสมันต์ ร้องไว้
พล.ต.ต.ไอยศูรย์ สิงหนาท

















