คอลัมนิสต์

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช <ตอนที่ 3>


8 พฤศจิกายน 2026, 12:18 น.

 

<สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช> 

 

<ตอนที่ 3>

 

หลังจากเมืองเชียงใหม่แตก พระเจ้ามังระ ทรงเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง แผนการรวบแผ่นดินไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของพม่า ต้องพังทลายลง ทรงบัญชาให้อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพมือหนึ่ง ยกทัพเข้ามาทางด่านแม่ละเมา เมืองตาก  แต่การบุกจากด้านเหนือ จะต้องผ่านหัวเมืองสำคัญหลายเมือง และเมืองที่เป็นอุปสรรค ต่อทัพพม่ามากที่สุด ก็คือพิษณุโลก

 

อะแซหวุ่นกี้ ยกกองทัพกำลังพล ราวสามหมื่นห้า เข้าล้อมเมืองพิษณุโลก ทุกทิศทุกทาง เมืองพิษณุโลกในขณะนั้น มีเจ้าพระยาจักรี และเจ้าพระยาสุรสีห์ สองพี่น้อง เป็นผู้สำเร็จราชการดูแลอยู่ ทั้งสองได้ทำการต่อสู้ ปกป้องเมืองอย่างสามารถ พระราชพงศาวดาร บันทึกไว้ว่า เจ้าพระยาทั้งสอง ผลัดกันนำทัพ ออกจากกำแพงเมือง เข้าตีค่ายพม่าอย่างดุเดือด ไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ

 

เมืองพิษณุโลก ถูกล้อมเป็นเวลายาวนาน ทำให้ขาดเสบียงอาหาร แม้กรุงธนบุรี จะพยายามส่งเสบียงลำเลียงขึ้นไป แต่ก็ถูกทหารพม่า มาสกัดตัดเอาไปได้เสียกลางทางทุกครั้ง ชาวพิษณุโลกจำนวนประมาณหนึ่งหมื่นคน จึงเริ่มเสียชีวิตเพราะขาดอาหาร 

 

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงตัดสินพระทัย นำกองทัพเรือหลวงจากกรุงธนบุรี เข้าตีกองทัพพม่าที่ล้อมเมืองพิษณุโลก โดยยกทัพเข้าระดม ตีค่ายพม่า ทางด้านตะวันออกแบบสายฟ้าแลบในเวลากลางดึก และรบกันอย่างชุลมุนจนถึงเช้า แต่ก็ยังตีหักค่ายพม่าไม่ได้ จำต้องล่าถอยกลับออกมา

 

สองวันต่อมา กองทัพใหญ่ของพม่า รุกไล่มาเข้าตีค่ายกองทัพหลวงบ้าง โดยได้ทุ่มสรรพกำลังทั้งหมด ตั้งใจเอาชนะให้ได้ และสามารถตีค่ายไทยจนแตก แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ทรงใช้พระแสงดาบนำหน้าไล่ฟาดฟันพม่า จนกระทั่งชิงเอาค่ายกลับคืนมาได้ แล้วรับสั่งว่า ต้องทิ้งค่ายโดยด่วน ให้พยายามรวบรวม อาวุธที่ตกค้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปืนใหญ่จำนวนมาก ถอยร่นทัพหลวงลงมา ตั้งค่ายแห่งใหม่ที่เมืองพิจิตรแทน

 

จะเห็นได้ว่า กองทัพอะแซหวุ่นกี้ ทัพนี้เก่งฉกาจนัก เพราะมีแม่ทัพฝีมือดีหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องชายของ อะแซหวุ่นกี้ และแม่ทัพนามว่า กะละโบ่ ซึ่งประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า เป็นผู้มีฝีมือสูงส่งยิ่ง ดังนั้น แม้สมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช เจ้าพระยาจักรี และเจ้าพระยาสุรสีห์ จะผนึกกำลังกัน ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้

 

กลยุทธ์การศึกของ อะแซหวุ่นกี้ก็ลึกล้ำ โดยได้ส่งทัพใต้อีกทัพ เข้ามาทางด่านสิงขร ประจวบคีรีขันธ์ รุกขึ้นมาทางเพชรบุรี เพื่อจะเข้าตีกรุงธนบุรี ในขณะที่ทัพหลวงทั้งหมด ต้องยกขึ้นไปช่วยเมืองพิษณุโลก 

 

เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงทราบข่าวว่า ทหารพม่าบุกเข้ามาทางใต้ถึงเพชรบุรี จึงได้แบ่งกำลังทหาร จากกองทัพหลวงบางส่วนให้รีบเร่งลงมาปกป้องพระนคร 

 

ในขณะที่ทัพใหญ่ ก็ไม่กล้ารุกขึ้นเหนือ เพราะพะวงศึกทางใต้

 

เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ เห็นว่าประชาชน เริ่มทยอยกันขาดอาหารตาย จึงทูลขอ พระบรมราชานุญาต ถอนกำลังออกจากเมืองพิษณุโลก     

 

วันที่จะทิ้งเมือง เจ้าพระยาจักรี ได้ตั้งปืนใหญ่ยิงกราดไปยังทหารพม่าอยู่ตลอดเวลา เพื่อกันให้ประชาชน อพยพออกจากเมืองได้อย่างปลอดภัย โดยมีทหารกองหน้าฝีมือดี คอยตีทหารพม่าเพื่อเปิดทาง และใช้เวลาย่ำค่ำสามทุ่มเป็นฤกษ์ ในการเริ่มอพยพ 

 

หลังจากทหารไทยถอยทัพ พม่าก็บุกเข้ายึดภายในตัวเมืองพิษณุโลกได้อย่างเด็ดขาด อะแซหวุ่นกี้ สั่งเผาเมืองให้สิ้น ไฟลุกโชติช่วง สว่างราวกับกลางวันอยู่ตลอดคืน แต่เป็นที่น่าประหลาดใจว่า <วิหารพระพุทธชินราช> ไม่ไหม้ไฟแม้แต่น้อย ในขณะที่ภายในบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ราบเรียบเป็นหน้ากลอง

 

เมื่อได้เมืองพิษณุโลก อะแซหวุ่นกี้ เตรียมยกทัพต่อเนื่อง ลงมายังนครสวรรค์ และตั้งเป้ายึดกรุงธนบุรี โดยประกบกับทัพใต้ ที่ยกมาทางเพชรบุรี

 

ข่าวพิษณุโลกแตกและกองทัพหลวงพ่ายแพ้ สร้างความตระหนก ให้กับชาวกรุงธนบุรีมาก เพราะถ้าทัพเหนือและทัพใต้ของพม่ามาถึง การจะตีเข้ากรุงธนบุรี ง่ายกว่ากรุงศรีอยุธยามาก เนื่องจากไม่มีกำแพงเมือง และขณะนั้นจีนก็เข็ดขยาดกับบุกภาคเหนือของพม่าไปแล้ว ไม่สามารถมาช่วยเราได้อีก <แม่ทัพที่รบกับจีน ก็คืออะแซหวุ่นกี้>

 

แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น ปรากฏว่าที่เมืองพม่า พระเจ้ามังระสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน มีการผลัดเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดิน จึงมีท้องตราเรียกกองทัพพม่า กลับเมืองโดยด่วน อะแซหวุ่นกี้จึงรีบยกทัพกลับทันที โดยออกไปทางด่านแม่ละเมา 

 

สงครามยุติ แบบงวยงง แต่เป็นเรื่องดี มิฉะนั้นนึกภาพไม่ออกเลยว่า กองทัพไทยจะต้านทัพของอะแซหวุ่นกี้ ที่กำลังฮึกเหิมไหวหรือไม่

 

การสงครามคราวนี้ ต้องรบกับพม่า แต่เดือนอ้าย พ.ศ.2318 ถึงเดือนสิบ พ.ศ.2319  รวมเป็นเวลาถึงสิบเดือน จึงเลิกรบ

 

ขณะที่ไทยติดพันกับ ศึกอะแซหวุ่นกี้ ในปีเดียวกันนั้นเอง เจ้านครจำปาศักดิ์ ได้กำเริบคิดเป็นกบฏ เมื่อเสร็จศึกกับพม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงมีรับสั่งให้ เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพ บุกไปตีนครจำปาศักดิ์ และให้จับเจ้าเมือง ประหารเสีย 

 

หลังปราบกบฏลาวสำเร็จ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เจ้าพระยาจักรี เป็น <สมเด็จเจ้าพระยา มหากษัตริย์ศึก> ผู้มีอำนาจสั่งการศึก เทียบเท่าพระมหากษัตริย์

 

ข่าวในหมวดเดียวกัน

เพิ่มเติม...

การเมือง

คอลัมนิสต์

คมในความ

มหาราษฎร์ Shorts

ภาพเก่าเล่าอดีต

ไฮไลท์

ข่าวประชาสัมพันธ์

ตำรวจ ทหาร อัยการ ศาล คุก

ท่องเที่ยว

ศาสนา

สุขภาพ

แวดวงนักรบ

สังคม

บทบาทบุคคล

< กลับหมวดคอลัมนิสต์

เรื่องล่าสุด