ราคาน้ำมันแต่ละลิตร คนไทยต้องจ่ายให้กับอะไรได้ ถ้าจะลดลดตรงไหนได้บ้าง
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Wiroj Lakkhanaadisorn – วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ใจความระบุ…
ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกหลายระลอกเช่นนี้ ผมเชื่อว่าเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่เราจะมาทำความเข้าใจกับ “โครงสร้างราคาน้ำมัน” ที่เราจ่ายกันอยู่ทุกวัน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเงินแต่ละบาทมีที่มาที่ไปอย่างไร และมีกลไกนโยบายใดบ้างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
หากเราเข้าใจโครงสร้างนี้ร่วมกัน เราจะสามารถช่วยกันขบคิดได้ว่าควรปรับปรุงนโยบายอย่างไรให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ใช่เพียงแค่การนำเงินกองทุนน้ำมันไปแบกรับภาระ หรือการนำภาษีซึ่งเป็นหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชนไปอุดหนุนแบบไม่สิ้นสุด ในขณะที่ภาระส่วนใหญ่ถูกผลักมาที่ประชาชนฝ่ายเดียว แต่โรงกลั่นกลับมีกำไรมหาศาล
ผมเชื่อมั่นว่าหากเราปรับปรุงกลไกเหล่านี้ให้สมเหตุสมผล ทุกภาคส่วนทั้งโรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน และประชาชน จะสามารถ “ร่วมทุกข์ร่วมสุข” และฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกันได้อย่างเป็นธรรมครับ
เราลองมาถอดรหัสกันดูครับว่า ในน้ำมัน 1 ลิตรที่เราจ่ายไปนั้น ประกอบไปด้วยค่าอะไรบ้าง?
1. ต้นทุนเนื้อน้ำมัน (มีสัดส่วนประมาณ 40%-60% ของราคาน้ำมันที่หน้าปั๊ม) ประกอบไปด้วย ราคาต้นทุนน้ำมันดิบ และค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin) โดยเราเอาเราคิดราคา “ต้นทุนเนื้อน้ำมัน” ที่เรากลั่นออกมาแล้วให้คิดราคาตามราคากลางสิงคโปร์ หรือ MOPS (Mean of Platts Singapore) ทำให้มีประชาชนจำนวนมากถามว่าทำไมเราถึงไม่คิดราคาจากต้นทุนการผลิตจริงๆ ล่ะ ก็ในเมื่อเรากลั่นน้ำมันในประเทศของเราเอง ทำไมต้องใช้ราคากลางสิงคโปร์ เพื่อทำให้มันแพงทำไม
คืออย่างนี้ครับ ก่อนปี 2534 ราคาน้ำมันในประเทศไทยถูกกำหนด และควบคุมโดยรัฐบาลอย่างเข้มงวด จนในปี 2534 รัฐบาลจึงประกาศนโยบาย “ลอยตัวราคาน้ำมัน” และอนุญาตให้ตั้งโรงกลั่นเสรี เพื่อให้กลไกราคาดึงดูดนักลงทุน จึงให้กำหนดราคาตามราคาสิงคโปร์เพื่อให้โรงกลั่นมั่นใจว่าจะมีกำไรในระดับสากล คือ ในตอนนั้นถ้าไม่ใช้ราคาสิงคโปร์ โรงกลั่นน้ำมันที่มีอยู่ก็ไม่มีแรงจูงใจในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และขยายกิจการ โรงกลั่นใหม่ๆ ก็ไม่มีใครอยากจะมาลงทุน และการตรึงราคาที่หน้าปั๊มน้ำมัน ทำให้รัฐต้องแบกรับภาระการชดเชยที่สูงมาก
ถ้าไม่ใช้ราคากลางสิงคโปร์ ถ้าราคาหน้าโรงกลั่นไทยมีราคาถูก น้ำมันก็จะถูกส่งออกไปขายยังต่างประเทศที่มีราคาสูงกว่า ถ้ารัฐบาลประกาศห้ามส่งออก โรงกลั่นก็อาจจะลดกำลังการผลิตลงมา สุดท้ายประเทศไทยก็ต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเข้ามาอยู่ดี
ผมคิดว่าการกำหนดราคาต้นทุนเนื้อน้ำมัน จำเป็นต้องอ้างอิงราคากลางสิงคโปร์มาเทียบเคียงอยู่บ้าง แต่ควรพิจารณาปรับลดต้นทุนที่ไม่เกิดขึ้นจริงออก โดยไม่ต้องคิดราคาเสมือนนำเข้า (Import Parity) โดยตั้งราคาหน้าโรงกลั่นให้เท่ากับ “ราคาถ้าเราต้องไปซื้อน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์แล้วขนส่งมาที่ไทย”
ต้นทุนสมมติ และค่าใช้จ่ายทิพย์ต่างๆ เบื้องต้นประกอบด้วย
ค่าขนส่งที่เสมือนว่าต้องขนน้ำมันลงเรือใหญ่จากสิงคโปร์ มายังคลังน้ำมันในไทย ประมาณ 0.40 – 0.60 บาท/ลิตร ทั้งๆ ที่น้ำมันส่วนใหญ่กลั่นที่ศรีราชา หรือระยอง แล้วส่งผ่าน “ท่อขนส่งน้ำมัน” หรือรถบรรทุกไปยังคลังในประเทศทันที ไม่ได้ข้ามทะเลมามาจากสิงคโปร์
ค่าประกันภัย (Insurance) และค่าการระเหย (Loss) ระหว่างการขนส่งทางเรือ ประมาณ 0.05 – 0.10 บาท/ลิตร ก็ในเมื่อไม่มีการขนส่งทางเรือระยะไกล ความเสี่ยงเหล่านี้ก็น่าจะน้อยกว่าที่ระบุในสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างมาก
ค่าธรรมเนียมท่าเรือและค่าบริการคลังน้ำมันปลายทาง ประมาณ 0.2 – 0.5 บาท/ลิตร ความเป็นจริงโรงกลั่นใหญ่ทั้ง 6 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ ไทยออยล์ (TOP), PTTGC, IRPC, บางจาก (BCP), BSRC และ SPRC มีท่าเรือและคลังของตัวเอง และลงทุนไปนานจนคืนทุนหมดแล้ว การนำค่าเช่าท่าเรือสมมติมาบวกเพิ่มในราคาน้ำทุกลิตร จึงไม่สมเหตุสมผล
ค่าปรับปรุงคุณภาพ (Quality Premium) ส่วนนี้มักถูกอ้างว่าน้ำมันที่สิงคโปร์นั้นมีมาตรฐานไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศไทย จึงจำเป็นต้องบวกค่าปรับปรุงคุณภาพเพิ่ม ประมาณ 0.50 บาท/ลิตร แต่ในความเป็นจริง โรงกลั่นในไทยปรับปรุงเทคโนโลยีจนกลั่น Euro5 ได้เป็นมาตรฐานปกติอยู่แล้ว ซึ่งเป็นต้นทุนที่รวมอยู่ในค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร และค่าดำเนินการไปแล้ว จึงไม่ควรนำมาคิดซ้ำอีก
ค่าพ่อค้าคนกลางในการนำเข้า (Trader / Import Premium) ประมาณ 0.5 – 1.0 บาท ซึ่งเป็นส่วนที่ทับซ้อน และคลุมเครือมาก เพราะประเทศไทยมีโรงกลั่น และผลิตใช้เองเป็นหลัก แต่กลับถูกคิดราคาเหมือนต้องซื้อผ่านคนกลาง ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จึงควรถูกปรับลดลง
หากเราใช้ราคากลางสิงคโปร์มาอ้างอิง แล้วปรับลดต้นทุนสมมติ และค่าใช้จ่ายทิพย์ที่ไม่เกิดขึ้นจริงออก หรือปรับให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล ก็เป็นไปได้ที่จะสามารถปรับลดค่าน้ำมันลงได้ประมาณ 1.6-2.7 บาทต่อลิตรครับ
หรืออย่างน้อยๆ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่หน้าโรงกลั่น จะต้องไม่สูงไปกว่าราคาที่ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ (Export Parity) คือ แทนที่จะเอาราคานำเข้ามาอ้างอิง (Import Parity) ก็ให้เอาราคาส่งออก (Export Parity) มาอ้างอิงแทน โดยตัดต้นทุนสมมติ และค่าใช้จ่ายทิพย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออก หรือปรับให้มันสมเหตุสมผล เพราะการที่ราคาหน้าโรงกลั่นแพงกว่าราคาส่งออก เพราะต้องเอาต้นทุนสมมติ และค่าใช้จ่ายทิพย์ต่างๆ มาคิด มันอธิบายกับประชาชนไม่ได้จริงๆ
สำหรับค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin) ที่ปัจจุบันอยู่ที่ ประมาณ 6.00-6.33 บาทต่อลิตร โดยปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยอยู่ในระดับปกติประมาณ 2.00 บาทต่อลิตร (ช่วงก่อนวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ) เบื้องต้นต้องเข้าใจกันก่อนว่า ค่าการกลั่นนั้นไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่มันคือ ส่วนต่างราคาระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป กับราคาน้ำมันดิบ สถานการณ์ในตอนนี้ เนื่องจากโรงกลั่นขนาดใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ต้องหยุดชะงักทำให้น้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกมีความขาดแคลน ประกอบกับที่ตลาดสิงคโปร์ (MOPS) ซึ่งเราอ้างอิงราคา มีภาวะแย่งกันซื้อน้ำมันสำเร็จรูป ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นสูงกว่าราคาน้ำมันดิบ จึงทำให้ค่าการกลั่นเพิ่มสูงขึ้น
เรื่องค่าการกลั่น นี่เราไปกล่าวโทษโรงกลั่นไม่ได้ตรงๆ นะครับ เพราะโรงกลั่นไม่ได้เป็นคนกำหนดค่าการกลั่นเอง แต่เราตั้งข้อสังเกต เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายโครงสร้างราคาน้ำมันให้สมเหตุสมผลได้ครับ เนื่องจากโรงกลั่นในไทยทั้ง 6 แห่ง ปัจจุบันยังคงทำงานปกติ ต้นทุนการกลั่นไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นมากนัก แต่ได้กำไรเพิ่มขึ้น 3 เท่าตามราคาตลาดโลก จะทำอย่างไรให้โรงกลั่นมีความร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนให้มากขึ้น ไม่ต้องตกเป็นจำเลยว่าได้โอกาสทองบนความทุกข์ยากของประชาชนอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งโรงกลั่นเอง เขาก็ไม่อยากจะโดนด่าอย่างนั้นหรอกครับ
ยิ่งราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปที่หน้าโรงกลั่น ไปใช้ราคานำเข้าจากตลาดสิงคโปร์ (Import Parity) ซึ่งมีการไปรวมเอาต้นทุนสมมติ และค่าใช้จ่ายทิพย์เข้าไปอีก ก็เลยถูกมองเป็นการทำนาบนหลังคน หาประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชนเข้าไปใหญ่
ซึ่งรัฐบาลแก้ไขได้นะครับ ด้วยการเร่งรัดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร โดยเพิ่มหมวดว่าด้วย “ภาษีลาภลอย (Windfall Tax)” เข้าไปในระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยกำหนดอัตราภาษีพิเศษสำหรับกำไรที่เกินกว่าฐานปกติ รวมทั้งใช้อำนาจตาม มาตรา 14(4) ของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ใช้อำนาจตามมาตรา 14 (4) สั่งให้โรงกลั่นส่งเงินเข้ากองทุนเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนค่าการกลั่นที่เกินปกติ เพื่อให้กองทุนน้ำมันทันทีมีเงินไปชดเชยราคาให้กับประชาชน
และการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ยังเป็นกลไกสำคัญ ในการจัดการกับกำไรจาก Stock Gain ซึ่งเป็น กำไรส้มหล่นที่เกิดจากโรงกลั่นซื้อน้ำมันดิบมาสำรองไว้ในราคาเดิม แต่พอราคาตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น โรงกลั่นก็ปรับราคาขายขึ้นทันทีตามราคาตลาดโลก ทำให้ได้กำไรส่วนต่างมหาศาลจากน้ำมันก้อนเดิมที่เก็บอยู่ในคลัง โดยที่ไม่ได้ลงแรง หรือมีต้นทุนเพิ่มเลย สังเกตไหมครับว่าเวลาต้นทุนน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้น โรงกลั่นมักจะปรับราคาขายที่หน้าโรงกลั่นแทบจะทันที แต่เวลาราคาน้ำมันดิบลดลง โรงกลั่นมักจะอ้างว่าไม่สามารถปรับลดราคาได้ทันที เนื่องจากมีโรงกลั่นมี Stock น้ำมันดิบที่ซื้อมาตอนราคาสูง จำเป็นต้องระบายน้ำมันของเดิมออกไปก่อนถึงจะลดราคาได้ การเก็บภาษีลาภลอยในส่วนนี้ จะถูกแปรเป็นงบประมาณที่รัฐบาลสามารถนำไปใช้อุดหนุน หรือช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ให้กับประชาชนในกลุ่มเปราะบางต่างๆ ได้อย่างเต็มที่
ในกรณีที่โรงกลั่นโต้เถียงกลับมาว่า แล้วตอนราคาน้ำมันลง โรงกลั่นต้องประสบกับ Stock Loss ใครจะมารับผิดชอบ คือ ต้องชี้แจงอย่านี้ครับว่าในสภาวะปกติ โรงกลั่นบริหารความเสี่ยงด้วยการทำ Hedging (ป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน) ไว้อยู่แล้ว และในช่วงที่ได้ Stock Gain มหาศาลจากวิกฤตการณ์น้ำมัน มันคือ กำไรที่เกินปกติ (Excess Profit) รัฐไม่ได้เก็บภาษีทั้งหมดนะครับ แต่เก็บเฉพาะ “ส่วนที่เกิน” เพื่อช่วยพยุงค่าครองชีพประชาชนในช่วงวิกฤติเท่านั้น
2. ภาษี (มีสัดส่วนประมาณ 30%-40% ของราคาน้ำมันที่หน้าปั๊ม) โดยประกอบไปด้วย
ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) เป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุด รัฐเก็บเพื่อเป็นรายได้แผ่นดิน ดีเซลประมาณ 6.9-7.4 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ ประมาณ 6-6.75 บาทต่อลิตร ซึ่งในส่วนของภาษีสรรพสามิต เก็เป็นอีกหนึ่งกลไกที่รัฐบาลสามารถพิจารณาปรับลดอัตราภาษีได้ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน ซึ่งในอดีตเคยปรับลดลงไปถึง 5 บาทต่อลิตร ในครั้งนี้เข้าใจว่ารัฐบาลก็คงมีช่องว่างในการปรับลดภาษีสรรพสามิตอยู่ราวๆ ไม่เกินนี้หรอกครับ
ภาษีเทศบาล เก็บเพิ่มอีก 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อจัดสรรให้กับท้องถิ่น ซึ่งต้องยอมรับว่าหากมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตลง ก็จะมีผลกระทบทางอ้อมต่องบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่นในอนาคต อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การที่รัฐบาลจะพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตลง ก็เป็นเรื่องที่พิจารณาได้ครับ แต่ถ้าไม่ยอมเดินหน้าจัดเก็บภาษีลาภลอย กับกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นเลย ไม่จัดการอะไรเลยกับต้นทุนสมมติ และค่าใช้จ่ายทิพย์เลย ก็เท่ากับรัฐบาลกำลังเอาภาษีของคนไทยทั้งประเทศไปอุดหนุนกำไรให้กับโรงกลั่นทางอ้อม และเชื่อได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่ในปี 2569 นี้ โรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง อาจมีกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
ในขณะที่ ทุกๆ การลดภาษีสรรพสามิต 1 บาทต่อลิตร ประเทศไทยเราใช้น้ำมันดีเซลวันละ 65 ล้านลิตร น้ำมันในกลุ่มเบนซินวันละ 32 ล้านลิตร ดังนั้นจะทำให้รัฐบาลขาดรายได้วันละ 97 ล้านบาท เดือนละ 2,800 ล้านบาท และจะทำให้ท้องถิ่นมีงบในการพัฒนาลดลงวันละ 10 ล้านบาท สมมติว่าถ้ารัฐบาลปรับลดภาษีสรรพสามิต ลงลิตรละ 5 บาท นาน 3 เดือน ก็จะทำให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้ลดลง 14,550 ล้านบาท กระทบกับงบประมาณของท้องถิ่นที่ต้องลดลง 1,455 ล้านบาท และด้วยการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล นั่นหมายความว่ารัฐบาลจะต้องมีต้นทุนจากการกู้เงินชดเชยการขาดดุลการคลังในอัตราดอกเบี้ย 2.5%-3% ต่อปี ซึ่งจะทำให้รัฐต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นอีกปีละประมาณ 360-430 ล้านบาทร่วมด้วย ดังนั้นหากจะปรับลดภาษีสรรพสามิต เป็นเรื่องที่พิจารณาได้ แต่ต้องจัดกับในเรื่องภาษีลาภลอยควบคู่กันไปด้วย ถึงจะมีความเป็นธรรมครับ
3. เงินส่งเข้ากองทุนต่างๆ (ในสภาวะปกติ จะมีสัดส่วนประมาณ 5%-20% ของราคาน้ำมันที่หน้าปั๊ม)
เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันไม่ได้ส่งเข้าแล้วครับ มีแต่ใช้เงินจากกองทุนเข้าไปอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน แต่เดิมก่อนวันที่ 26 มี.ค.69 กองทุนน้ำมันต้องอุดหนุนน้ำมันดีเซลอยู่สูงถึงลิตรละ 24.25 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 ก็อุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 9.73 บาท ปัจจุบัน ณ วันที่ 26 มี.ค.69 ก็ยังอุดหนุนอยู่นะครับ แต่ลดการอุดหนุนลงมา โดยดีเซลยังอุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 19.12 บาท ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 ก็ยังอุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 3.73 บาท
ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันถูกปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 6 บาท โดยน้ำมันดีเซลมีราคาขายปลีกที่หน้าปั๊มอยู่ที่ 38.94 บาท ซึ่งหากปล่อยลอยตัวโดยไม่มีการอุดหนุนเลย ก็จะมีราคาแพงถึงลิตรละ 58.06 บาท ในขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 ที่มีการปรับราคาขายปลีกไปอยู่ที่ลิตรละ 41.05 หากปล่อยลอยตัวไปเลย ก็จะมีราคาแพงถึงลิตรละ 44.78 บาท
ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันที่ช่องแคบฮอร์มุซ กองทุนน้ำมันต้องรับภาระอันหนักอึ้งแบบเกินตัวมาโดยตลอด จะปล่อยให้กองทุนอุ้มน้ำมันทุกลิตรจากหัวจ่ายต่อไป โดยไม่ปรับราคาน้ำมันขึ้นเลย กองทุนคงรับไม่ไหวแน่ๆ ครับ เพราะต้องต้องใช้เงินกว่าวันละ 2,000 ล้านบาท การปรับราคาน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาท นี่ช่วยแบ่งเบาภาระของกองทุนน้ำมันได้เพียงวันละ 500 ล้านบาทเท่านั้นนะครับ ปัจจุบันนี้กองทุนน้ำมันยังต้องอุดหนุนอยู่สูงถึงวันละ 1,500 ล้านบาท ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่า ราคาน้ำมันที่หน้าปั๊มยังต้องมีการปรับขึ้นอีกหลายระลอกแน่ๆ ครับ
และถ้าหากไม่มีกลไกใดๆ ในการหาเงินเข้ามาเติมให้กับกองทุนน้ำมัน ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิหร่าน กับอิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ยังคงยืดเยื้อต่อไป ในไม่ช้ากองทุนน้ำมันคงแบกรับสถานการณ์ไว้ไม่ไหวแน่ๆ ดังนั้นการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลควรต้องเร่งพิจารณาอย่างเร่งด่วน ไม่สามารถเพิกเฉยได้
เงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เล็กน้อยเท่านั้นครับ ประมาณ 0.05 บาทต่อลิตรเท่านั้น คงไปแตะอะไรไม่ได้แล้วครับ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% แม้ว่าจะมีผู้ทักท้วงอยู่บ้างว่ามีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จาก ราคาหน้าโรงกลั่นรวมกับภาษีสรรพสามิต และภาษีเทศบาล ซึ่งเป็นคิดภาษีมูลค่าเพิ่มจากภาษีตัวอื่นๆ (Tax on Tax) แต่สินค้าอื่นๆ ที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ไม่ว่าจะเป็น สุรา บุหรี่ หรือรถยนต์ ก็คิดภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยวิธีคิดแบบนี้ และประเทศอื่นๆ ก็จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยวิธีการคำนวณแบบนี้ ดังนั้นในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม รัฐบาลคงจะไม่สามารถไปปรับเปลี่ยนอะไรได้ แต่ด้วยสูตรคิดแบบนี้มันก็มีข้อดีอยู่ คือ ถ้าหากรัฐบาลปรับลดภาษีสรรพสามิตลงลิตรละ 1 บาท ก็จะทำให้ราคาขายปลีกที่หน้าปั๊มลดลง 1.07 บาท ถ้าภาษีสรรสามิตลดลงลิตรละ 5 บาท ก็จะทำให้ราคาขายปลีกที่หน้าปั๊มลดลงลิตรละ 5.35 บาท
4. ค่าการตลาด (มีสัดส่วนประมาณ 10%-18% ของราคาน้ำมันที่หน้าปั๊ม) คือ ส่วนที่เป็นรายได้ของผู้ค้าน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) ซึ่งต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าขนส่งน้ำมันจากคลังไปหน้าปั๊ม ค่าบริหารจัดการสถานีบริการ ทั้งเงินเดือนพนักงาน ค้าน้ำค่าไฟ และค่าเช่าสถานที่ ซึ่งปัจจุบันปั๊มน้ำมันจะได้ค่าการตลาดอยู่ที่ลิตรละ ประมาณ 2 บาท เท่านั้นครับ ไม่ได้มากมายอะไร คงจะไปปรับลดอะไรในส่วนนี้ไม่ได้แน่ๆ
สรุปก็คือ ราคาขายปลีกน้ำมันที่หน้าปั๊ม จะประกอไปด้วย 4 ส่วน นั่นก็คือ ราคาหน้าโรงกลั่น ภาษีต่างๆ เงินส่งเข้ากองทุน แล้วก็ค่าการตลาด นั่นเองครับ
ราคาน้ำมันที่ยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลกล้าปรับปรุง “โครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น” ให้สะท้อนความเป็นจริง โดยการตัดต้นทุนสมมติ และค่าใช้จ่ายทิพย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออกไป ควบคู่กับการใช้กลไก “ภาษีลาภลอย” เพื่อดึงกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่น และสต็อกน้ำมันกลับคืนมาให้กับประชาชน แทนการแบกรับภาระหนี้ผ่านกองทุนน้ำมัน หรือการลดภาษีสรรพสามิตเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงได้จริง มีความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน และภาระการคลังของประเทศในระยะยาวครับ

















