ย้ายท่าเรือคลองเตย…
อย่ามองแต่ที่ดิน จนลืมต้นทุนโลจิสติกส์

การย้ายท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) อาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง… แต่ถ้าคิดไม่รอบคอบ ต้นทุนการขนส่งสินค้าที่มีปลายทางอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจเพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดอาจสะท้อนเป็นราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่ม
รัฐบาลมีแนวคิดที่จะย้ายภารกิจขนส่งสินค้าทั้งหมดจากท่าเรือคลองเตยไปยังท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อให้ประเทศไทยมีท่าเรือสินค้าหลักเพียงแห่งเดียว
เหตุผลของรัฐบาลมีหลายประการ ทั้งการลดต้นทุนการบริหาร ลดปัญหารถบรรทุกในกรุงเทพฯ และนำพื้นที่ท่าเรือคลองเตยกว่า 2,353 ไร่ มาพัฒนาเป็น Entertainment Complex ที่ไม่มีกาสิโน ประกอบด้วยท่าเรือสำราญ พื้นที่พาณิชยกรรม และโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่การท่าเรือแห่งประเทศไทย
ในหลักการผมเห็นด้วย แต่รัฐบาลต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ก่อนว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์สุทธิมากกว่าต้นทุนที่ต้องจ่ายหรือไม่
หลายคนอาจบอกว่า ท่าเรือคลองเตยมีข้อจำกัด เพราะร่องน้ำตื้น รองรับเรือขนาดใหญ่ไม่ได้ และต้องเดินเรือผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาที่คดเคี้ยว
แต่ข้อจำกัดเหล่านี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ ท่าเรือคลองเตยมีข้อจำกัดเช่นนี้มานานหลายสิบปีแล้ว แต่เหตุใดสายการเดินเรือยังคงเข้ามาใช้บริการ
คำตอบง่ายๆ คือ ปลายทางของสินค้าส่วนใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล หากย้ายตู้สินค้าทั้งหมดไปขึ้นที่แหลมฉบัง สินค้าจำนวนมากจะต้องถูกขนกลับเข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถบรรทุกหรือระบบราง ต้นทุนส่วนนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ผู้ประกอบการ… หรือประชาชนที่ต้องซื้อสินค้าในราคาสูงขึ้น
รัฐบาลจึงไม่ควรมองเฉพาะต้นทุนการบริหารของการท่าเรือ แต่ต้องมองต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศทั้งระบบ
อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ผลกระทบต่อแรงงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ไม่ใช่เฉพาะชุมชนคลองเตยกว่า 12,000 ครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแรงงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของท่าเรือคลองเตย ซึ่งอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการย้ายท่าเรือ
รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ แต่ต้องมีแผนดูแลอาชีพ รายได้ และการเปลี่ยนผ่านของแรงงานอย่างเป็นธรรม
ส่วนตัวผมเห็นด้วยว่า ในระยะยาวประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องบริหารท่าเรือสินค้าหลักสองแห่ง หากการศึกษาพิสูจน์ได้ว่าการรวมศูนย์ที่แหลมฉบังจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้จริง
แต่การเปลี่ยนผ่านไม่ควรเกิดขึ้นแบบหักดิบ!
ผมเสนอให้รัฐบาลค่อยๆ ลดบทบาทของท่าเรือคลองเตยตามกลไกตลาด เช่น งดการลงทุนในอุปกรณ์ใหม่ ปล่อยให้อุปกรณ์เดิมทยอยหมดอายุการใช้งาน และย้ายการลงทุนใหม่ไปที่แหลมฉบัง
เมื่อท่าเรือแหลมฉบังมีประสิทธิภาพสูงกว่า ผู้ประกอบการก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปใช้บริการเอง โดยไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งปิดท่าเรือในทันที ทำให้ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและแรงงานได้มากกว่า
สุดท้าย หากรัฐบาลจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนพัฒนาพื้นที่คลองเตยในรูปแบบสัมปทานระยะยาว รัฐจะต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสและแข่งขันอย่างเป็นธรรม
เพราะพื้นที่กว่า 2,353 ไร่แห่งนี้ คือทรัพย์สินของประชาชนทั้งประเทศ ฉะนั้น ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น ต้องกลับคืนสู่รัฐและประชาชนอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ตกอยู่กับเอกชนเพียงไม่กี่รายเท่านั้น
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

















