<ผู้ว่าฯ กับตำรวจ>
เรื่องที่ 1
<จว.ยะลา>
พ.ศ. 2545 ศาลากลางจังหวัดยะลาหลังใหม่สร้างเสร็จ มีห้องประชุมใหญ่อยู่ชั้น 3 นายกิตติ กิตติโชควัฒนา ผวจ. ได้พูดในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการว่า <อยากจะตั้งชื่อห้องประชุมใหญ่ ก่อนจะมีพิธีเปิดศาลากลางจังหวัดหลังใหม่นี้ ผู้กำกับไอยศูรย์ เสนอก่อนแล้วกัน>
ไม่ทันตั้งตัว แต่ก็ตั้งสติตอบไปว่า <ผมขอตั้งชื่อว่า <ศรียะลา>
ชื่อนี้มีความหมาย เพราะยะลามีต้นโศกเหลืองเป็นจำนวนมาก สมเด็จพระเทพฯ ทรงพระราชทานชื่อให้ใหม่ว่า <ศรียะลา> ถือว่าเป็นชื่อที่เป็นมงคล และเป็นไม้มงคลของจังหวัดยะลาครับ>
ในที่ประชุม มีการเสนอชื่ออีกหลายชื่อ เช่นปลัดจังหวัด เสนอชื่อว่า <โชกุน> เพราะยะลามีส้มโชกุน
นายอำเภอก็เสนอมาสองชื่อคือ <เจ้าเมือง> กับ <เจ้าพระยา>
ผลการลงคะแนน ที่ประชุมมีมติให้ใช้ชื่อห้องประชุมใหญ่ชั้น 3 ว่า <ศรียะลา>
ผวจ. พูดขอบคุณผม และได้มีหนังสือราชการแจ้งให้ส่วนวนราชการต่าง ๆ ทราบ เรื่องชื่อห้องประชุมเดี๋ยวนี้ก็ยังใช้ชื่อนี้อยู่
…
<ผู้ว่ากับตำรวจ>
เรื่องที่ 2
<จว.อุบลราชธานี>
วันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ของปี พ.ศ. 2555 ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ผมเจอกับนายสุรพล สายพันธุ์ ผวจ.อุบลราชธานี
ผวจ.บอกผมว่า <ท่านรองฯ กำลังอยากเจอพอดี จำคำขวัญจังหวัดอุบลฯ ได้มั้ย>
ผมยิ้มแล้วตอบว่า <จำได้ครับ “เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซ่บหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์”>
ผวจ.หัวเราะชอบใจ พูดขึ้นว่า <อุบลฯ มีของดีอีก 2 อย่าง คือ อนุสาวรีย์คนดี อยู่ที่ทุ่งศรีเมือง กับภูมิปัญญาของชาวบ้าน เช่นทอผ้าไหม หล่อทองเหลือง อยากให้เขียนคำขวัญจังหวัดเพิ่มเติมอีก 2 ประโยคนะ>
ผมถาม ผวจ.ว่า <อนุสาวรีย์คนดี> มีประวัติความเป็นมาอย่างไร และคำว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น จะซ้ำกับคำขวัญ ถิ่นไทยนักปราชญ์ ที่ใช้อยู่หรือไม่>
ผวจ. อธิบายเรื่องอนุสาวรีย์คนดีว่า <ในยุคที่มีสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นจับทหารอเมริกันและพันธมิตร กักขังไว้ที่ทุ่งศรีเมือง ทรมาน ให้อดข้าวอดน้ำ แต่คนอุบลฯ แอบส่งข้าวส่งน้ำให้กับทหารอเมริกันและพันธมิตรด้วยความเมตตา แม้ว่าจะเสี่ยงภัยก็ตาม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง พวกทหารอเมริกันและพันธมิตร ได้เดินทางกลับประเทศ แต่ก็กลับมาเยี่ยมเมืองอุบลฯ ทุกครั้งที่มีโอกาส จนกระทั่งมีการสร้างอนุสาวรีย์คนดีขึ้นเป็นที่ระลึกถึงความงดงามแห่งมิตรภาพและน้ำใจของคนอุบลฯ>
ผวจ.อธิบายต่ออีกว่า <ส่วนภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น เป็นชาวบ้านทั่วไป ไม่ซ้ำกับคำว่านักปราชญ์>
ผมขอบคุณ ผวจ. ที่อรรถาธิบาย
เมื่อลงเครื่องที่ท่าอากาศยานอุบลราชธานี ผมยื่นตั๋วเครื่องบิน ที่ผมเขียนข้อความ 2 ประโยค ให้ ผวจ. <ฉลาดภูมิปัญญาท้องถิ่น ดินแดนอนุสาวรีย์คนดีศรีอุบลฯ>
ผวจ.อ่านจบ พูดทันที <ผมชอบ ผมจะเอาไปเป็นคำขวัญจังหวัดต่อจากคำขวัญเดิม>
ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ได้มีประกาศอย่างเป็นทางการ ให้ใช้คำขวัญ จว.อุบลราชธานี เป็น 10 ประโยค โดย 2 ประโยคท้าย ผมเป็นคนคิดขึ้นมา ภูมิใจ ที่ยังใช้อยู่ถึงปัจจุบัน
…
<ผู้ว่ากับตำรวจ>
เรื่องที่ 3
<จว.ชัยภูมิ>
เมษายน 2555 ผมย้ายจาก ภ.จว.อุบลราชธานี ไปเป็น รอง ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ
ต้นเดือน พ.ค. 2555 ผมเป็นตัวแทน ผบก.ฯ ไปประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ที่ศาลากลางจังหวัด
นายพรศักดิ์ เจียรนัย ผวจ. เป็นประธานการประชุม เรื่องงาน <เทศกาลดอกกระเจียวบานที่ชัยภูมิ> โดยบอกว่า <ทุ่งดอกกระเจียวที่ อ.เทพสถิต
จะบานในช่วงหน้าฝน 3 เดือน คือ มิ.ย.-ก.ค.-ส.ค. ให้ทุกฝ่ายอธิบายเรื่อง <การเตรียมการ> สำหรับตำรวจขอฝากเรื่องการจราจรนะ>
ผวจ. คงเห็นผมเป็นตำรวจหน้าใหม่ในชัยภูมิ นั่งบนเวทีใกล้ ๆ กัน
ผมนั่งฟังแต่ละหน่วยงานพูด จนครบทุกหน่วย ผมจึงขออนุญาต ผวจ. พูด <เรื่องการจราจร มีเวลาวางแผน แต่ผมขอเสนอแนะเรื่องอื่นได้มั้ยครับ>
ผวจ. มองหน้าผมแล้วพยักหน้าเชิงอนุญาต
ผมจึงพูดว่า <ชื่องานเทศกาลดอกกระเจียวบานที่ชัยภูมิ ผมได้ยินมานานแล้ว ชื่อไม่เร้าใจอยากให้มาเที่ยว ผมขอเสนอให้ตั้งชื่อใหม่ แบบอ่านแล้วสะดุดใจ อยากรู้ อยากจะมาหาความหมายครับ>
ผวจ. มองหน้าผมอีกครั้ง ทุกคนในที่ประชุม ต่างก็มองหน้าผม แล้ว ผวจ. ก็พูดขึ้นว่า <ท่านลองเสนอชื่อขึ้นมาหน่อยได้มั้ย>
เอาละซี อยู่ดีไม่ว่าดี เป็นคนมาอยู่ใหม่ เพิ่งมาประชุมครั้งแรกซะด้วย แต่ก็รีบคิด รีบตอบทันที <ผมขอเสนอชื่องานว่า [ดอกกระเจียวดีใจที่ชัยภูมิ] ครับ>
ผวจ. ขมวดคิ้ว ถามผมว่า <ทำไมต้องดีใจด้วย>
ผมยิ้ม เพราะเข้าทางพอดี แล้วพูดว่า <เห็นไหมครับ ท่านผู้ว่าฯ สะดุดใจเลย เหตุที่ดอกกระเจียวดีใจ ก็เพราะ ตลอดเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา
มันซุกตัวอยู่ใต้ผืนแผ่นดิน รอจนหน้าฝนมาเยือน มันจึงจะผุดโผล่ขึ้นมา โชว์ความสวยงามให้ชาวโลกได้เห็น ได้ชื่นชมครับ>
ผวจ. ยิ้ม พูดเร็วปรื๋อ <เอาชื่อนี้ ผมชอบ ที่ประชุมว่าไง>
ทุกคนในที่ประชุม ยกมือเห็นชอบด้วย
ผวจ. สั่งผู้จัดงานทำป้ายติดตามสถานที่ต่าง ๆ สั่งทำสติ๊กเกอร์การ์ตูนมีข้อความ <ดอกกระเจียวดีใจที่ชัยภูมิ> แจกจ่ายทั่วไป
ผวจ. คงติดใจแนวคิด ท่านพูดในที่ประชุม แต่หันหน้ามาทางผมบ่อย ๆ ว่า <ชัยภูมิยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมาย เช่น มอหำตั้ง ผาหำหด
ทุกอย่างต้องมีตำนาน ท่านรองฯ ว่าไง>
คำพูดสุดท้าย ผวจ. ถามผมตรง ๆ
ผมบอกว่า <ท่านผู้ว่าฯ ประชุมต่อไปเลยครับ ผมจะคิดแล้วเขียนเดี๋ยวนี้เลย>
ก่อนที่ ผวจ. จะปิดการประชุม ผมขออนุญาตเสนอแนวคิดในที่ประชุมเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ ที่น่าดู น่าเที่ยว น่าสนใจ ใน จว.ชัยภูมิ
ผวจ. อนุญาต ผมจึงพูดเสนอในที่ประชุมว่า <ดอกกระเจียวเริงร่า ป่าหินงามตามทุ่ง มุ่งสู่มอหำตั้ง หลั่งน้ำตาผาหำหด อากาศสดเทพสถิต
เมืองเนรมิตรมอหินขาว น้ำตกพราวตาดโตนใส ภูมิใจชัยูมิ>
ผวจ. และแทบทุกคนในที่ประชุม พากันหัวเราะชอบใจ และปรบมือ
ผวจ. พูดว่า <ผมชอบ ๆ>
นายมนตรี ชาลีเครือ นายก อบจ. พูดกับผมว่า <ผมขอเอาไปเป็นคำขวัญของแหล่งท่องเที่ยว จว.ชัยภูมิ ได้ไหมครับ>
ผมตอบรับด้วยความยินดี
นายมนตรี บอกว่า <ที่มอหินขาว จะมีการประดับไม้ดอกไม้ประดับพื้นที่โดยรอบ เพื่อเพิ่มความสวยงาม ช่วยตั้งชื่อให้หน่อยครับ>
ไม่มีเวลาคิด แต่จิตนำไป ผมบอกชื่องานไปทันที <ดอกไม้ชูช่อ ที่มอหินขาว>
นายมนตรี พอใจมาก แต่ขอเพิ่มคำ ดังนี้ <ดอกไม้บานชูช่อ ที่มอหินขาว>
ผมเกษียณอายุราชการแล้ว หลายปีผ่านไป ผมขับรถท่องเที่ยวเล่น ๆ ยังเห็นป้าย <ดอกกระเจียวดีใจที่ชัยภูมิ> ติดอยู่บริเวณปากทางเข้าชมทุ่งดอกกระเจียว และบนลานชมทุ่งดอกกระเจียว เห็นป้ายดอกไม้บานชูช่อที่มอหินขาว ที่บริเวณมอหินขาว
ดีใจ ภาคภูมิใจ ที่มีส่วนทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวมครับ
พล.ต.ต.ไอยศูรย์ สิงหนาท

















