‘แก้ว โหนฯ’ รอดยาก
5 จุดตายที่ใช้พิสูจน์ “สมยอม” หรือ “ถูกล่วง ละเมิด”?! ในคดีเกี่ยวกับเพศที่เป็นเรื่องระหว่างคนสองคน
โดยเฉพาะเมื่อคู่กรณีเป็นผู้ใหญ่ทั้งคู่
มักเกิดคำถามว่า “เขาพูดไม่ตรงกัน แล้วศาลจะเชื่อใคร?”
คำตอบคือ กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ดูแค่ “คำสาบาน” หรือ “น้ำตา” แต่ใช้วิธีการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแบบ “จิ๊กซอว์” เพื่อดูภาพรวมว่าเหตุการณ์นั้นคือ ความยินยอม (Consent) หรือ การข่มขืนใจ โดยดูจาก ปัจจัยหลักดังนี้:
1. ความสัมพันธ์และการสนทนา “ก่อน” เกิดเหตุ (Pre-event Conduct) นี่คือจุดแรกที่พนักงานสอบสวนจะแกะรอยจาก Digital Footprint
สิ่งที่ดู
ประวัติแชทไลน์
บันทึกการโทร
เกณฑ์พิจารณา: ถ้ามีการพูดคุยเชิงชู้สาว จีบกัน หยอกล้อกันมาตลอด หรือมีการตกลงนัดแนะไปในที่รโหฐาน จะถูกนำมาชั่งน้ำหนักว่าอาจจะมีแนวโน้มยินยอม
แต่ยังไม่ตัดสินชี้ขาด !!
ถ้าความสัมพันธ์เป็นเรื่องงานล้วนๆ หรือฝ่ายหนึ่งปฏิเสธมาตลอดแต่ถูกตื๊อ หรือเพิ่งรู้จักกันในระยะสั้นมาก น้ำหนักความน่าเชื่อถือเรื่อง “ความรักใคร่ชอบพอ” จะลดลงทันที
2. พฤติการณ์ “ขณะ” เกิดเหตุและสภาพแวดล้อม (Circumstantial Evidence)
เมื่อไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ กฎหมายจะดูจากสภาพแวดล้อมและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
สิ่งที่ดู: ร่องรอยบาดแผล, สภาพเสื้อผ้า, เสียงบันทึก (ถ้ามี), กล้องหน้ารถ
เกณฑ์พิจารณา : ร่องรอยการต่อสู้ แผลฟกช้ำ เสื้อผ้าขาด เป็นหลักฐานชัดเจนที่สุดของการ “ไม่ยินยอม”
หากไม่มีแผล ไม่ได้แปลว่ายอมเสมอไป กฎหมายจะดูว่าผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ “ขัดขืนไม่ได้” หรือไม่ เช่น เมาขาดสติ (ดูผลตรวจเลือด), ถูกมอมยา, หรืออยู่ในที่ลับตาคนที่มีอาวุธข่มขู่
3. พฤติกรรม “หลัง” เกิดเหตุทันที (Post-event Behavior) ภาษากายและการกระทำหลังเกิดเหตุ คือสิ่งที่โกหกได้ยากที่สุดจุดหนึ่ง
สิ่งที่ดู: ภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ในจุดถัดไป, การเดิน, สีหน้าท่าทาง
เกณฑ์พิจารณา: หากเดินจูงมือ กอดคอ หรือไปทานข้าวต่อด้วยท่าทียิ้มแย้มแจ่มใสตามปกติ จะเป็นข้อพิรุธที่ฝั่งจำเลยใช้ต่อสู้ว่า “สมยอม”
หากมีอาการร้องไห้, วิ่งหนี, หวาดกลัว, เดินทิ้งระยะห่าง หรือพยายามขอความช่วยเหลือ จะเป็นหลักฐานสนับสนุนว่า “ไม่ยินยอม”
4. พยานบอกเล่าในระยะกระชั้นชิด (Fresh Complaint) ตามปกติศาลมักไม่ฟังพยานบอกเล่า (คนที่ฟังเขามาอีกที) แต่มีข้อยกเว้นสำคัญคือ “คำบอกกล่าวทันทีหลังเกิดเหตุ”
สิ่งที่ดู: ผู้เสียหายโทรหาใครคนแรก?เล่าให้ใครฟัง? และเล่า “เมื่อไหร่”?
เกณฑ์พิจารณา: หากโทรฟ้องเพื่อน ฟ้องพ่อแม่ หรือแจ้งตำรวจ “ทันที” หรือในเวลาที่ใกล้เคียงมาก ขณะที่ยังตื่นตระหนกตกใจ คำให้การนี้จะมีน้ำหนักสูงมาก (เพราะไม่มีเวลาแต่งเรื่อง)
หากผ่านไปหลายวันหรือหลายเดือนค่อยมาเล่าโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร น้ำหนักความน่าเชื่อถืออาจลดลง (เว้นแต่จะมีเหตุผลเรื่องความกลัวอิทธิพลมารองรับ)
5. ความสมเหตุสมผลของคำให้การ (Consistency)นี่คือไม้ตายของอัยการและศาลในการจับพิรุธ
สิ่งที่ดู: คำให้การในชั้นสอบสวน vs ชั้นศาล ตรงกันหรือไม่?!
เกณฑ์พิจารณา: ความจริงคือความจริง ผู้เสียหายที่พูดความจริง รายละเอียดหลักๆ (เช่น สถานที่, การกระทำ) จะต้องตรงกันเสมอ แม้เวลาจะผ่านไป
หากรายละเอียดขัดแย้งกับหลักฐานวิทยาศาสตร์ เช่น บอกว่าถูกกระทำในรถเวลานี้ แต่ GPS รถวิ่งอยู่อีกที่ หรือคำพูดกลับไปกลับมา จะทำให้พยานปากนั้นขาดความน่าเชื่อถือทันที
บทสรุป
ในทางกฎหมาย “ความยินยอม” ไม่ได้ดูแค่คำพูดว่า “ยอม/ไม่ยอม” แต่ดูที่ “การกระทำและเจตนาที่แสดงออก” ตลอดทั้งเหตุการณ์ ตั้งแต่ต้นจนจบ หากหลักฐานทั้ง 5 ข้อนี้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “ไม่สมัครใจ” ต่อให้อีกฝ่ายปฏิเสธ ก็ยากที่จะรอดพ้นจากกระบวนการยุติธรรม
ในส่วนผู้เสียหายรายนี้อายุ 18 ปี ยังไง?! ทนายดัง ‘แก้ว โหนฯ’
รอดยาก !!
อิทธิเดช ลุย.
คอลัมน์คาดเชือก

















